หลวงปู่ต้น ปุญญวัณโณ อดีตพระเกจิดังสารคาม

หลวง ปู่ต้น ปุญญวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านดงเค็ง ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นบูรพาจารย์ที่เรืองวิทยาคมอีกรูปหนึ่งของภาคอีสาน มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 5

หลวงปู่ต้น เป็นพระกัมมัฏฐานที่มีวัตรปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย มีเมตตาธรรมสูง ถือสันโดษ วิทยาคมแก่กล้า มีพระเกจิชื่อดังหลายรูปที่สืบสายธรรมจากท่าน

สำหรับการสืบค้นอัตโนประวัติของหลวงปู่ต้น ได้ข้อมูลพอสังเขปดังนี้ มีนามเดิมว่า ต้น ผาผง เกิดที่บ้านดงเค็ง ในปี พ.ศ.2411 โยมบิดาชื่อ นายขุม ผาผง ส่วนมารดาสืบค้นไม่ได้ ครอบครัวทำไร่ทำนา ฐานะค่อนข้างจะยากจน

เมื่อครั้งเยาว์วัย ต้องช่วยครอบครัวทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่ด้วยความมีจิตใจเอนเอียงเข้าหาพระธรรมเมื่ออายุได้ 18 ปี จึงตัดสินใจเข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านดงเค็ง

กระทั่งอายุครบบวช พ.ศ.2431 ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดบ้านนางใย โดยมีพระครูโยคีอุทัยทิศ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดชัย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ บาลี อักขระโบราณ ไทยน้อย อักษรลาว ที่สำนักเรียนวัดเลียบ จ.อุบลราชธานี มุมานะเล่าเรียนอยู่หลายปี จนมีความรู้แตกฉาน

ต่อมา ได้ให้ความสนใจด้านวิทยาคม จากสำนักพระอาจารย์โสภาวดี วัดฟ้าเหลื่อม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด

จนถึงปี พ.ศ.2436 หลวงปู่ เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่บ้านดงเค็ง มาตุภูมิบ้านเกิด จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านดงเค็ง และเปิดสำนักเรียนพระปริยัติธรรมให้กับพระภิกษุ-สามเณร

โดยท่านรับหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ รวมทั้งยังได้จัดหาพระสงฆ์ที่มีความรู้มาเป็นครูสอนประจำ ทำให้สำนักเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก

หลังออกพรรษาแทบทุกปี หากวัดไม่มีศาสนกิจที่ยุ่งยาก หลวงปู่ต้นจะออกเดินธุดงควัตรไปตามป่าเขาในภาคอีสาน เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคต

ด้วยความเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามอย่างรวด เร็ว ในแต่ละวัน จะมีญาติโยมผู้เลื่อมใสเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรมจากหลวงปู่อย่างล้นหลาม

หลวงปู่ต้น พร่ำสอนให้ญาติโยมดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ให้ประกอบแต่กรรมดี และศีล 5 ต้องรักษาให้ได้ จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

ความเข้มขลังของหลวงปู่ต้น เป็นที่เลืองลือมากในยุคนั้น หากชาวบ้านดงเค็ง มีเรื่องวิวาทไม่เข้าใจกันและมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง หลวงปู่จะตีกลอง เรียกคู่กรณีออกไปทำการหารือให้ปรองดองกัน ทั้งที่ไม่มีใครไปบอกกล่าวให้ท่านทราบ

ความเข้มขลังด้านวิทยาคม ทำให้มีพระเกจิหลายรูปมาฝากตัวขอเป็นศิษย์สืบสายธรรมมากมาย อาทิ หลวงปู่สิงห์ โสภโณ วัดกุญชรวนาราม, หลวงปู่ตา พุทธสโร วัดบ้านเม่นใหญ่ เป็นต้น

หลวงปู่ต้น ยังเป็นพระนักพัฒนา โดยปัจจัยที่ได้จากการบริจาค ท่านได้นำมาพัฒนาสร้างความเจริญให้กับวัด ไม่ว่าจะเป็นกำแพงแก้ว กุฏิ ศาลาการเปรียญ เป็นต้น

ท่านมักจะขอแรงญาติโยมร่วมกันสร้าง ด้วยสมัยนั้น ปูนซีเมนต์ยังเป็นสินค้าหายาก หลวงปู่จึงนำชาวบ้านไปหาหอยกาบในลำน้ำชี นำมาเผาผสมกับยางไม้ เป็นปูนสร้างกำแพงวัดและซุ้มประตู

สำหรับตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์ หลวงปู่ต้น ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านดงเค็ง และเป็นพระอุปัชฌาย์

ล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย หลวงปู่ต้น มีอาการอาพาธบ่อยครั้ง สุดท้ายท่านมรณภาพ ในปี พ.ศ.2479 สิริรวมอายุ 68 ปี พรรษา 48

คุณงามความดีของหลวงปู่ต้น ยังคงจารึกในศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวอีสานสืบไป

ผู้เขียน:
เชิด ขันตี ณ พล
ที่มา:
มติชน

แสดงความคิดเห็น