เมื่อ เร็วๆ นี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม ได้เดินทางไปสัมมนาวิชาการด้านสุขศึกษาและการประชาสัมพันธ์สาธารณสุข ที่จังหวัดมุกดาหาร
โดยมีนายปราณีต บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนางเพ็ญศรี บุญมี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะเป็นคนเมืองมหาสารคาม ให้การต้อนรับชาวคณะอย่างอบอุ่นยิ่ง
ภายหลังเสร็จงานสัมมนา ชาวคณะทั้งหมดได้พากันเดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปเที่ยวยังแขวงสะหวันนะเขต ประเทศ สปป.ลาว โดยใช้บริการรถตู้ของบริษัทนำเที่ยว 4 คัน พาชาวคณะเดินทางข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทยลาว
ถัดจากขั้นตอนการผ่านแดนเข้าสู่แผ่นดิน สปป.ลาว จุดหมายปลายทางคือ การไปนมัสการพระธาตุอิงฮัง โดยระยะทางจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถึงทางแยกเข้าพระธาตุอิงฮัง ประมาณ 12 กิโลเมตร และจากทางแยกเข้าไปถึงองค์พระธาตุอิงฮัง อีก 2 กิโลเมตร
จากทางแยกถนนหมายเลข 9 ก่อนถึงวัดที่ตั้งองค์พระธาตุอิงฮัง บริเวณริมถนนจะมีประชาชนนำดอกไม้ ธูปเทียน และขันหมากเบ็ง หรือกระทงบายศรีขนาดเล็ก ทำจากใบตองกล้วยมาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวหรือพุทธศาสนิกชนที่จะผ่าน เข้าไปนมัสการพระธาตุอิงฮัง สนนราคาถูกมาก 2 อัน 10 บาท จากการพิจารณาดูฝีมือการทำขันหมากเบ็ง ของชาวบ้านประณีตมาก
เมื่อถึงบริเวณทางเข้าวัดพระธาตุอิงฮัง จะมีป้ายและเจ้าหน้าที่ผู้หญิงลาวคอยชี้แจงให้ทราบว่าเข้าไปได้เฉพาะผู้ หญิงที่นุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าถุง เท่านั้น นี่คือระบบความเชื่อของชุมชนที่เขาเชื่อศรัทธาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน อย่างเคร่งครัด แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีผ้าซิ่นมาเขาจะมีผ้าซิ่นไว้บริการโดยไม่คิดค่าเช่า แล้วแต่ศรัทธาจะบริจาคเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าไปภายในคนละ 20 บาทไทยหรือประมาณ 5 พันกีบเงินลาว
เมื่อเข้าไปในบริเวณวัดแล้วพบว่าวันนั้นมีพุทธศาสนิกชนทั้งไทยและลาวไม่ ค่อยมาก เพราะไม่ใช่วันศีลใหญ่ วันศีล 8 หรือวันศีลดับ ซึ่งหากมาเที่ยวตรงวันดังกล่าวจะมีพุทธศาสนิกชนพี่น้องชาวลาวมากราบนมัสการ พระธาตุกันอย่างเนืองแน่น
การสักการะพระธาตุจะพนมมือตั้งสมาธิเดินวนรอบองค์พระธาตุ 3 รอบ จากนั้นจึงนำสิ่งสักการบูชาวางไว้ที่ฐานองค์พระธาตุ และสวดขอพรบารมี เชื่อว่าความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระธาตุอิงฮัง สามารถดลบันดาลให้ประสบผลสำเร็จได้ทุกเรื่อง ห่างจากที่ตั้งองค์พระธาตุอิงฮัง ประมาณ 30 เมตร จะเป็นศาลาชั้นเดียวภายในมีเซียมซีให้เสี่ยงทาย และมีพระสงฆ์ แม่ชี นั่งคอยสวดมนต์ให้พรใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาวัด ซึ่งบรรยากาศไม่ต่างไปจากวัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย
จากการสังเกตดูภายในตู้รับบริจาคแต่ละตู้จะอัดแน่นด้วยสกุลเงินบาทไทยและ เงินกีบลาวเป็นส่วนใหญ่ วัดพระธาตุอิงฮัง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของแขวงสะหวันนะเขต แต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าท้องถิ่นปีละไม่น้อย
สำหรับประวัติความเป็นมา ของพระธาตุอิงฮัง แปลจากโบรชัวร์ภาษาลาวที่วางขายอยู่ด้านหน้าทางเข้าวัด ทราบว่าพระธาตุอิงฮัง สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบอง หรือ โคตรบูรณ์ ประมาณพ.ศ.400 อยู่ในสมัยพระเจ้าสุมิตธรรมวงศา พระองค์สร้างขึ้นตามคำแนะนำของสมณทูตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในสุวรรณภูมิครั้งแรกได้สร้างเป็นธาตุกู่ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกสันหลังพระพุทธเจ้าที่อัญเชิญมาจากกรุงราชกรุงราชคฤก มาประดิษฐานไว้ภายในกู่ธาตุ เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนสถานที่ปรินิพพานที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ ปรินิพพานในป่าฮัง
ตำนานอุรังคธาตุ กล่าวว่า ในสมัยพุทธกาลองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จเปิดโลกและรับอาราธนามาฉันภัตตาหารที่บริเวณนี้ ต่อมาพระเจ้าพระเจ้าสุมิตธรรมวงศา กษัตริย์ผู้ปกครองอณาจักรศรีโคตรบอง ได้สร้างพระธาตุองค์นี้ขึ้นพร้อมตั้งชื่อว่าพระธาตุอิงฮัง เมื่อถึงศตวรรษที่ 9 อาณาจักรศรีโคตรบอง เริ่มเสื่อมอ่อนแอลงชนชาติขอมได้รุกเข้ามามีอำนาจแทน พระธาตุอิงฮัง จึงถูกดัดแปลงเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ภายใต้การนำของพระเจ้าสุมนธาธิราชราชา ได้มีการสร้างต่อเติมองค์พระธาตุ ตกแต่งลวดลาย ประติมากรรมเป็นเรื่องเมถุนสังวาส และรามายนะ นับแต่นั้นมาลักษณะศิลปกรรมของพระธาตุอิงฮัง จึงเป็นศิลปะแบบขอมโบราณ พร้อมกับเรียกชื่อว่า อินทรปราสาท
จนถึงศตวรรษที่ 14 ชนชาติลาวได้เข้ามามีอำนาจแทนขอม สมัยพระโพธิสารราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเลื่อมใสพุทธศาสนาได้นำพุทธศาสนิกชนบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม พระธาตุอิงฮัง พระธาตุโพนคึมใหญ่ จนถึงสมัยพระเจ้าไซยะเสดถาธิราช ได้ต่อเติมศิลปะล้านช้างเข้าไปในองค์พระธาตุอิงฮัง และเสริมยอดดวงปี ดัดแปลงให้เป็นพระธาตุทางพระพุทธศาสนา โดยฐานพระธาตุแต่ละด้านกว้าง 9 เมตร สูง 25 เมตร ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน
ดร.อรรถ นันทจักร อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองพระธาตุอิงฮัง ประมาณเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับงานเฉลิมฉลองพระธาตุพนมฝั่งไทย เพราะตำนานการสร้างพระธาตุในแถบลุ่มน้ำโขง จะเกี่ยวโยงถึงกันเกือบหมด
นอกจากนั้น ยังมีตำนานความเชื่อของชุมชนบ้านธาตุอิงฮัง เกี่ยวกับการที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยภัตตาหารบริเวณนี้ และเสวยภัตตาหารที่ทำจากหมู จึงเกิดอาหารเป็นพิษ ชุมชนบ้านธาตุอิงฮัง จึงไม่มีใครเลี้ยงหมูจนถึงปัจจุบัน นี่คือความเชื่อพุทธของชาวบ้าน ที่มีระบบความเชื่อความศรัทธาปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างเคร่งครัดจวบจน ปัจจุบัน
สำหรับพุทธศาสนิกชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาปรารถนาจะเดินทางข้ามไปนมัสการพระธาตุอิงฮัง
ควรใช้บริการบริษัทนำเที่ยวจะสะดวก รวดเร็วด้วยประการทั้งปวง
แสดงความคิดเห็น