ประชุมผู้นำชาวพุทธ 30 ประเทศ "นายกฯ สมัคร" เป็นประธานพิธี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เปิดการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของสหประชาชาติ ณ หอประชุมใหญ่สหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ในโอกาสนี้ นายสมัคร ได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ตอนหนึ่งว่า

"วันวิสาขบูชาถือเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งชาวโลก สหประชาชาติ จึงยกเป็นวันสำคัญของสหประชาติ วันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีเหตุการณ์เกิดพร้อมกัน 3 อย่างคือ เป็นวันคล้ายกับวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานอยากให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้รำลึกถึงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะคำสอนในเรื่อง อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดยส่วนตัวแล้วได้นำหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และใช้ในทางการเมือง โดยเฉพาะการวิเคราะห์หาสาเหตุที่ให้เกิดความทุกข์ และหาทางแก้ไขปัญหา เช่น การสร้างถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร จึงชวนเชิญชาวพุทธทั่วโลก ได้ศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้า และคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และการรักษาศีล 5 ข้อ ให้สมบูรณ์ ไม่ใช่สักว่าแต่ว่าท่องจำข้อศีล 5 ได้เท่านั้น"

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวในรายการ "คุยนอกทำเนียบกับทีมโฆษกรัฐบาล" ว่า วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันสำคัญที่สหประชาชาติได้ประกาศเป็นวันสำคัญสากล ของโลก ซึ่งรัฐบาลได้จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาในวันวิสาขบูชา อย่างไรก็ตาม วันนี้เราต้องยอมรับว่าในสังคมยุคปัจจุบันทำให้เด็กและเยาวชนต้องห่างไกล ศาสนามากขึ้น รัฐบาลจึงพยายามที่จะดึงเด็กและเยาวชนให้เข้าใกล้ศาสนา ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมการต่างๆ เช่น การอบรมโครงการสร้างพระนักเทศน์ การออกสปอตวิทยุและโทรทัศน์เกี่ยวกับหลักศาสนาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสังคม

ที่มา:
ข่าวสด

จะแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงอย่างไร? จึงจะลดการขัดแย้งทางสังคมได้บ้าง....!!!!!
๑.ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ น่าสนใจ ๓ เรื่อง คือ
๑.๑ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ
๑.๒ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
และ๑.๓ ผู้ใดจะล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์มิได้
๒. การแสดงความไม่จงรักภักดี มักถูกนำมาใช้ในการปฏิวัติรัฐประหารเปลิ่ยนรัฐธรรมนูญของรัฐบาลทหารมาหลายฉบับแล้ว ช่วงสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณฯ กลุ่มต่อต้านรัฐบาล นายกฯทักษิณ ฯ น่าสังเกตุว่ามีการนำมาใช้ กันทั้ง๒ ฝ่าย การปฏิวัติ ๑๙ ก.ย. ๔๙ ก็มาจากสาเหตุไม่จงรักภักดี อีกเช่นกัน
๓. วันนี้มีรัฐบาลใหม่ การไม่แสดงความจงรักภักดี กำลังมาแรงมากๆ คือมีทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายต่อต้านรัฐบาล กำลังมุ่งไปที่บุคคลสำคัญของรัฐบาล ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นรม. ถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกันไปข้าง
๔. การที่ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน จับเรื่องนี้มาเป็นเกมส์การเมือง ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย คนต่างประเทศทั่วโลกเขาจับตามองอยู่ ว่าประเทศไทยกำลังเล่นอะไรกัน ที่มองในแง่ดีอาจมองว่า เด็กๆแย่งตุ๊กตากันเล่น(ไม่รู้จักโตเสียที) มองในแง่ร้าย เอาละ ถึงเวลาไทยฆ่าไทย รอบสองมาอีกแล้ว คนระดับมันสมองถูกกำจัดโดยพวกเดียวกันเอง ทีละคนสองคน พวกมหาอำนาจต่างชาติมิต้องลงทุนอะไรเลย เหลือคนง่อยเปลี้ยเสียขาบริหารประเทศเมื่อไร ก็จะง่ายต่อการเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ประเทศไทยเมื่อนั้น
๕. วิธีการแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง ง่ายๆ นอกจากไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว ยังก่อให้กิดความสามัคคีอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย
๖. สมมุติว่าทุกท่านในรัฐบาลปัจจุบัน ทุกท่านที่อยู่ฝ่ายค้าน ทุกท่านที่เป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ทุกท่านที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทุกท่านที่ว่านี้สมมุติว่านับถือพระพุทธศาสนา
๗. ฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบหน่อยตรงมี สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนาของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ทุกเหล่าทัพจะมีกองอนุศาสนาจารย์ตั้งแต่ระดับกองทัพ ถึงกองพล
๘.ฯพณฯ นายสมัคร ฯ นรม.ลองให้บุคคลที่อยู่ในองค์กรเหล่านี้ทำข้อพิจารณาฝ่ายอำนวยการ เกี่ยวกับการนำพระพุทธศาสนามาใช้ประโยชน์ ในการสร้างคนดี ฟังท่าน นรม.สมัครฯ พูดเกี่ยวกับเรื่อง "อริยสัจจ์๔" ท่านก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่บางที"ใกล้เกลือกินด่าง"ทดลองใช้ดูซิครับ
๙. ทหารที่ดูสามัคคีกันดี ก็เพราะมีการฝึกวิปัสสนากรรมฐานกันทั้งปี และมีทุกเหล่าทัพด้วย การฝึกจิตวิญญาณให้ใกล้ชิดกับพระศาสนา จะทำให้จิตอ่อนโยน กล้าหาญในสิ่งที่ควรกล้า
๑๐. พลเรือนแพ้ทหารตรงที่มุ่งเอางานเอาการ หรือมุ่งแต่วิชาการเกินไป จนลืมฟื้นฟูจิตวิญญาณ ซึ่งสำคัญกว่าวัตถุมากมาย
๑๑. คติธรรมทางพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธควรสนใจ คือ
๑๑.๑ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
๑๑.๒ กิเลศหนา ปัญญาหยาบ
๑๑.๓ ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ
๑๑.๔ แม่ปู ลูกปู
๑๒. รัฐบาลสมัย จอมพล ป.ฯ(พ.ศ.๒๔๙๙) เคยอนุมัติหยุดวันอาทิตย์ กับวันพระ ทดลอง ได้ ๒ ปีก็ยกเลิก เพราะแทนที่คนไทยจะเข้าวัด กลับพากันเที่ยว ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรมฯ (พ.ศ. ๒๕๒๓)ก็เคยมีอนุมัติให้บางหน่วยงานที่ขอพักผ่อนวันโกน ปฏิบัติธรรมวันพระ แต่ทั้ง๒ รัฐบาลไม่สามารถรณรงค์"วันพระ" ให้อยู่ในหัวใจคนไทยได้ อาจจัดอยู่ในประเภทข้อ ๑๑.๓ ก็ได้
๑๓. ประเทศไทยเลิกทาส สมัยรัชการที่ ๕(พ.ศ. ๒๔๓๑) นับถึงปัจจุบัน ๑๒๐ ปี ถ้าประวัติศาสตร์ประเทศไทยเริ่มแต่ กรุงสุโขทัย ก็นับความเป็นทาสได้ ๘๐๐ - ๑๒๐ = ๖๘๐ ปี(โดยประมาณ) ฉนั้นการเป็นประชาธิปไตยของคนไทยเนิ่นนานเกินควรก็เพราะ"ตัวเป็นไทย ใจเป็นทาส" นี่แหละ
๑๔. เรื่องการทำความดีก็เช่นกัน ถ้ายังใช้คำว่า"คุณ-น่ะ-ทำ แต่ผมไม่ทำ" คงจะหาคนไทยทำดีได้ยาก ทหารจึงมี คำนิยม ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันว่า" ผู้บังคับบัญชา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา"
๑๕.ทุกจังหวัดในประเทศไทย(ทั้ง๗๖ จังหวัด) ยังไม่เห็นมี ผู้ว่าราชการจังหวัดใดประกาศตนเป็นพุทธมามกะอย่างเป็นทางการเลย ว่าวันพระเป็นมรดกธรรม-มรดกไทย จะรักษาวันพระให้เป็นเอกลักษณ์ของชาวพุทธ เช่นวันอาทิตย์ของชาวคริสต์ และวันศุกร์ของชาวมุสลิม ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดริเริ่ม นายกอบจ. นายกเทศมนตรี นายอำเภอเมือง นายกอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คงไม่ดูดาย ปล่อยให้พระไทย-วัดไทย อยู่เดียวดาย แล้วพระพุทธศาสนาจะได้คนดีมาบวชได้อย่างไร ถ้าผู้นำ-ผู้บริหารไม่ใกล้ชิดพระศาสนา ให้มากกว่านี้ แต่ผู้ว่าราชการท่านใดจะกล้าริเริ่ม ถ้าไม่เป็นนโยบายจากหน่วยเหนือ
๑๖. มีภาพที่พสกนิกรปิติ เป็นล้นพ้น เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา คือองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เสด็จเวียนเทียน เป็นการส่วนพระองค์ ณ วัดชนะสงคราม จริงๆแล้ว พระองค์ท่านทรงเสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาแล้ว ๒ ครั้ง คือวันพระก่อนเข้าพรรษาครั้งหนึ่ง และวันพระวันออกพรรษา(วัดชนะสงคราม)อีกครั้งหนึ่ง ทั้ง๓ วันตรงกับวันพระทั้งสิ้น
๑๗. ที่เสนอแนวความคิดทางนี้ เพราะอยากเห็นความสามัคคีปรองดองของสังคมไทยในภาพรวม ประเทศไทยมีของดีอยู่แล้ว แต่เพราะพวกเราห่างเหิรมานาน จนกลายเป็นความเกียจคร้านที่จะทำดี ให้กับจิตวิญญาณของตนเอง แล้วจะทราบเองว่า การแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง มิใช่มานั่งจับผิดซึ่งกันและกัน มาร่วมกันทำความดี รักษาความเป็นพุทธมามกะกันให้เคร่งครัด แล้วจะได้รู้ว่า "ใครจงรักภักดี มากกว่าใคร หรือใครไม่จงรักภักดีกันแน่" ถ้าคนไทยทุกหมู่เหล่ารักษา"วันพระ" ได้ รับรองระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่มีวันล้มล้าง "ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นปมุข" ไม่ได้เป็นเด็ดขาด

๑.ประเทศไทยรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี นับได้๗๐๐-๘๐๐ปีถึงปัจจุบัน
๒.ณ วันนี้พระพุทธศาสนายังเป็นศาสนาของคนไทยส่วนใหญ่อยู่แล้ว แม้ไม่มีบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ก็ตาม ความภูมิใจอยู่ที่พระมหากษัตริย์ไทย และพระราชินีทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทุกศาสนา
๓.ก่อนปฏิรูปการปกครอง๒๔๗๕ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ทรงรับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองโดยตรง การโปรดเกล้าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเริ่มแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมา
๔.เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบอบกษัตริย์กับศาสนาพราหมณ์เป็นของคู่กันมาแต่สมัยโบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่อ่อนโยนเรียบร้อยสวยงามเป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนจนแยกไม่ออก และคนไทยทุกคนไม่ว่านับถือศาสนา หรือลัทธิ ความเชื่อใดๆรับได้และอยู่ร่วมกันได้อย่างอัศจรรย์
๕.การสังคยานาพระไตรปิฎกในประเทศไทยครั้งกรุงสุโขทัย ถึงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี นับได้๑๐ ครั้ง(ครั้งที่๑ สังคายนาหลังพุทธกาล มีพระอานนท์เป็นพระอรหันต์องค์ที่๕๐๐ ยังไม่มีการบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำกันมา เหตุผลเนื่องจากหลังพระบรมศาสดาปรินิพพานได้๓ เดือน พระสงฆ์มีการแตกแยกเป็น๒ ฝ่ายคือ มหายาน(แนวเซ็น)และหินยาน(เถรวาท) ครั้งที่๓ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หลังพุทธกาล๓๐๐ ปี มีการบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรครั้งแรก
๖.เป็นไปได้ไหมว่า การสังคายนาแต่ละครั้ง น่าจะเกิดจากมีการตีความคลาดเคลื่อนในพระไตรปิฎก หรือพระธรรมวินัย และแน่นอนว่าแนวความคิดแบบพราหมณ์ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาก่อนพุทธกาล จะถูกบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เป็นเครื่องมือในการปกครองของพระมหากษัตริย์ เรารู้จักไตรภูมิพระร่วง คัมภีร์ไตรเภท ตำราวิสุทธิมรรคของพระอนุรุธนาจาริย์ ตำราเหล่านี้ท่านพุทธทาสได้วิเคราะห์แล้ว มีแนวโน้มว่าแนวความคิดแบบพราหมณ์ถูกบรรจุมากมายในพระไตรปิฏก เป็นต้นว่าชาติก่อน-ชาติหน้า-กรรมเก่าแบบข้ามภพข้ามชาติ-นรก-สวรรค์-วิญญาณกับการเวียนว่ายตายเกิด คำตอบสุดท้ายคือนิพพานแปลว่าตายแล้วไม่เกิด เลยไม่ทราบว่าพระพุทธศาสนามีประโยชน์ต่อสติปัญญาเพื่อนำไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประโยชน์ต่อโลกอย่างไร ถ้าเป็นคำตอบสมัยการปกครองแบบโบราณเพื่อให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกลัวบาป ไม่คิดทรยศ ต้องจงรักภักดี ใตรทำดีได้รับผลตอบแทนดี ใครทำชั่วมีโทษหนักแบบทารุณถึงประหารชีวิต
๗.น่าเห็นใจที่ผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาจะยึดถืออะไรเป็นมาตรฐานในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาเท่าคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นไม่มี โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้าที่บรรพชาตั้งแต่เป็นสามเณร และเจริญก้าวหน้าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ในบ้านเมืองย่อมถือพระไตรปิฎกเป็นหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญ ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงต้องถือฉบับเดิมถูกต้อง การสอนพระอภิธรรมของพระ และฆารวาส เริ่มต้นหลักการดีว่าด้วยปรมัตถ์ธรรมล้วนๆ มีองค์ประกอบ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สอนรายละเอียดยิ่งลึกลงเท่าใดจนกลายเป็นการเวียนว่ายตายเกิดกันอีกหลายภพหลายชาติกว่าจะบรรลุนิพพาน แยกไม่ออกว่าธรรมะใดเป็นบุคคลาธิษฐาน ธรรมะใดเป็นธรรมาธิษฐาน
๘.ผมมีโอกาสได้ไปอินเดีย๑๒ วันสัมผัสชาวอินเดียในพื้นที่ทีเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา หรือเรียกว่าสังเวชนียสถานทั้ง๔ แห่งคือ ที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนา และที่ปรินิพพาน แถมท้ายด้วยทรากมหาวิทยาสัยนาลันทา วิเคราะห์ดู เป็นเพราะเรานับถือพระพุทธศาสนาหลงทางกันหรือไม่ จึงเหลือแต่ทรากปรักหักพังไว้ให้ดูเป็นที่ระลึก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวว่าครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองสุดๆมาแล้ว คนอินเดียเองยังรักษาไม่ได้เพราะวัฒนธรรมวิถีพราหมณ์ครองใจพวกเขาอยู่ หลังอังกฤษเข้ายึดครองอินเดียไม่มีกษัตริย์ปกครองอีกต่อไป วิถีพราหมณ์เปลี่ยนชื่อเป็นศาสนาฮินดู การนับถือเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย้งหลากหลายเช่นเดิม วรรณะศูทร และจัณฑาลเป็นชนชั้นต่ำไม่เปลี่ยนแปลง วัดไทยในอินเดียกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างเข้ากันไม่ได้เลย คล้ายเมืองไทยที่วัดไทยอร้าอร่าม แต่รอบๆวัดเป็นสลัมหาความเจริญหูเจริญตาเจริญใจไม่ได้ ทราบว่าวัดไทยในอินเดียถูกปล้นบ่อย และขอทานเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายของอินเดียด้วย สุขอนามัยที่อุจจาระปัสสวะไม่ต้องพูดถึง ข้างๆทางคือแดนสุขาวดี จะปลดทุกข์ต้องใช้สติมากๆ มิฉะนั้นอาจเหยียบทุกข์ของคนก่อนๆนั้น ถ้ามองอินเดียแบบชาวพุทธตามพระไตรปิฎกจะได้คำตอบว่า อ้อมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเวรเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อน ดูแล้วทำใจปลงเสียเถิด ถ้าเราไม่อยากเป็นเช่นเขาก็จงเร่งทำบุญมากๆ ตายแล้วจะได้เกิดในสวรรค์ แต่ถ้ามองแบบถึงแก่นธรรมในพระพุทธศาสนา คำตอบคือการแบ่งชั้นวรรณะ การไม่เคารพในสิทธิมนุษยชน ความไม่เท่าเทียมกันในความเป็นคน การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ทำให้ทราบว่า คนและสัตว์เกิดมาต่างมีรูปมีนาม ที่เรียกว่าขันธ์๕เหมือนๆกัน ธรรมชาติติดตั้งโปรแกรมมาให้เท่าๆกัน คือในเจตสิก๕๒ ดวงประกอบด้วย ชั่ว๑๔ ดี๒๕ และเป็นกลาง๑๓ สัตว์ต่างกับคนตรงมันสมองของสัตว์เล็กกว่าคน ฉะนั้นการปรุงคิดปรุงแต่งมีจำกัด เป็นสัตว์ที่อาภัพ ธรรมชาติของสัตว์จึงมีลำตัวขนานกับพื้น ภาษาธรรมะเรียกว่า สัตว์เดรัจฉาน พระพุทธองค์ทรงเรียกเดรัจฉานวิชา กับคนที่ใช้ไสยศาตร์สิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว การทำนายทายทัก ฯลฯ เพราะวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องทางโลก มีแต่เสริมสร้างกิเลสตัณหา อัตตาตัวตน เวียนว่ายตายเกิดคนแล้วคนเล่า ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง วิชชาของพระพุทธองค์คือการค้นพบกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นั่นคือพระไตรลักษณ์ ว่าด้วย อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา ใครเข้าถึงกฎธรรมชาติข้อนี้ปฏิบัติต่อเนื่องบ่อยๆเนืองๆ นอกจากจะพ้นทุกข์แล้วยังได้บรมสุขของแท้อีกต่างหาก นอกจากประโยชน์ตนแล้วยังเผื่อแผ่แก่เวไนยสัตว์เพื่อนร่วมโลกไม่มีประมาณ
๙.ถ้าพวกเรายังยึดคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับอนุรักษ์โบราณ ต่อไปเมืองไทยอาจเป็นเช่นอินเดียปัจจุบันนี้ก็ได้ ไม่ต้องดูไกลในประเทศไทย โบราณสถานความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมเช่นวัง วัดวาอาราม สถูปเจดีย์ พระปราค์แบบขอม ไม่ว่าที่สุโขทัย อยุธยา ลพบุรี เป็นการบรรยายถึงความไม่สามัคคีของคนในชาติช่วงนั้นๆ แม้การรบทัพจับศึกกับอริราชศัตรูช่วงใดก็ตาม เราก็ยังทะนุถนอมเก็บรักษาทรากปรักหักพังอันขมขื่นไว้เป็นอย่างดีชั่วลูกชั่วหลาน ไปดูประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ และเป็นประเทศมหาอำนาจตะวันตก ทรากปรักหักพังจะไม่มีเลย มีแต่จะพัฒนายิ่งๆขึ้นไป เพราะเขาไม่อนุรักษ์ความยากจน ไม่อนุรักษ์คนฉลาดแกมโกงไว้ในประเทศ(แต่ไปฉลาดแกมโกงนอกประเทศกับประเทศที่ฉลาดน้อยกว่าได้)
๑๐.ความเชื่อนอกพระพุทธศาสนามี๓ ประการคือ
๑๐.๑ การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกว่าสามารถบันดาลทุกข์บันดาลสุข ด้วยการสวดมนต์อ้อนวอนบนบานสานกล่าว ถ้าไม่ปฏิบัติตาม หรือนับถือสิ่งอื่นจะเป็นคนไม่ดีไปโน่น
๑๐.๒ การเชื่อหลักกรรมประเภทข้ามภพข้ามชาติ เช่นชาติก่อนทำกรรมไม่ดี ชาตินี้จึงมีแต่ทุกข์ หรือยากจน คล้ายทำนองพรหมลิขิตมาแล้วจะให้เป็นเช่นไร
๑๐.๓ การเชื่อเรื่องดวง หรือชีวิตขึ้นอยู่กับการเสี่ยง จะจนหรือรวยอยู่ที่โชควาสนา
หลักพระพุทธศาสนาอยู่ที่ ตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่มีสิ่งศักดิสิทธิ์ใดมาบันดาลทุกข์สุขให้ได้ คนจะพ้นทุกข์ประสบสุขได้เพราะความเพียร และความอดทนเท่านั้น
หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา มีในกาลามสูตร๑๐ เช่นเชื่อตามตำรา เชื่อตามคำบอกเล่าของคนที่น่าเชื่อถือ เชื่อว่านี่คือคำสอนของครูบาอาจารย์เรา ฯลฯ จะเชื่อได้เชื่อไม่ได้ ต้องมีการพิสูจน์กันก่อนบนหลักการ ๕ ประการคือ
๑. เชื่อแล้วเป็นโทษเป็นภัยหรือไม่
๒. เชื่อแล้วเบียดเบียนตนเองหรือไม่
๓. เชื่อแล้วเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
๔. เชื่อแล้วผู้รู้ ติเตียน หรือยกย่อง
๕. เชื่อแล้วเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์หรือไม่
ข้อสุดท้าย"ความพ้นทุกข์"น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของวิถีพุทธ
๑๑. พระพุทธองค์ทรงกำเนิดในวิถีพราหมณ์ ด้วยพระอัจฉริยะ และพระกรุณาของพระพุทธองค์ การแบ่งชั้นวรรณะ การเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นต่างวรรณะ ความยากจนค่นแค้น ด้วยการประสบสภาพแท้จริงนอกวัง เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ เห็นสมณะเป็นภาวะอันสงบปราณีตกว่าอื่นๆ และสุดท้ายเห็นการเกิดของพระราหุลในวัง ก็เป็นทุกข์ จึงตัดสินพระทัยออกบวชค้นหาความจริงเป็นเวลา๖ ปีจึงค้นพบทางพ้นทุกข์ ทรงค้นพบความสว่างในความมืด ทรงหงายของที่คว่ำ ทรงปราบอวิชชาด้วยปัญญา ทรงค้นพบบรมสุขบนบรมทุกข์ ด้วยพระปัญญาที่เห็นว่าโลกนี้มีของคู่กัน ทรงตรัสรู้อริยสัจจ์๔ เห็นว่าชีวิตมีแต่ทุกข์ ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งแก่-เจ็บ-ตาย ในที่สุดซึ่งเป็นทุกข์ประจำ(สภาวทุกข์)ของทุกชีวิตในโลกนี้ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่าชีวิต คือจิตวิญญาณที่ต้องประสบกับ ความรัก-ความชัง-ความหลง และความกลัว ซึ่งถือเป็นทุกข์จร(ปกิณณกะทุกข์) ธรรมชาติคนต่าง "รักสุขเกลียดทุกขื"ทั้งสิ้น จึงมีผู้กล้าค้นหาความจริงจะพ้นทุกข์อย่างไรหลายๆรูปแบบ แนวของฤษีชีพราหมณ์ เห็นว่ารูปฌาน-อรูปฌาน คือทางออกสูงสุด แนวสุดโต่งฝ่ายกามสุขัลลิกานุโยค เห็นว่าเสวยกามารมณ์มากๆเป็นสุข ฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค เห็นว่าทรมานตนทุกรูปแบบเป็นทางพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้วเห็นว่าทั้ง๓ หนทางเป็นเรื่องของการยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน(อัตตา) หรือพูดตรงๆคือทุกวิธีการมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง อย่างไรเสียไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ ในอริยสัจจ์๔ ประกอบด้วย ทุกข์(ทั้งทุกข์จร-ทุกข์ประจำ)ควรกำหนดรู้ สมุทัย(ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือตัณหา) ควรกำหนดละ นิโรธ(การดับทุกข์ คือดับตัณหาได้มีผลเป็นสุข) ควรทำให้แจ้ง และมรรคมีองค์๘(เริ่มด้วยปัญญา-ศีล-สมาธิ ไปสู่ไตรสิกขา คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา บำเพ็ญจนเห็นพระไตรลักษณ์ อนิจจังเป็นนิจจัง ทุกขังเป็นสุขขัง เห็นอนัตตาชัดเจนจากอัตตาที่สั่งสมมานับไม่ถ้วน นำไปสู่สุดยอดของวิชชาคือ พระปัญญาคุณ(หมดความเห็นแก่ตัว) พระบริสุทธิคุณ(จิตบริสุทธิ์) และพระกรุณาคุณ(ปรารถนาปวงเวไนยสัตว์พ้นจากกองทุกข์ ไปสู่ความสุขตั้แต่ ปกติสุขด้วยศีล-สงบสุขด้วยสมาธิหรือฌาน บรมสุขด้วยปัญญาหรือวิปัสสนาญาณ) ควรทำให้เจริญ
พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ พระพุทธองค์ทรงรับประโยชน์โดยตรง ทรงเป็นต้นแบบ แบบอย่าง บุคคลใดปฏิบัติตามนี้ย่อมได้รับผลนี้เหมือนพระองค์ท่าน ส่วนพระกรุณาคุณเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น และโลกอย่างไม่มีประมาณ อันนำมาซึ่งสันติสุขอย่างบูรณาการ-สมานฉันท์ เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ องค์การสหประชาชาติ ยอมรับพระพุทธศาสนา และวันวิสาขะบูชา เป็นวันสากลของโลก เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แท้จริงที่นำมาซึ่งสันติภาพถาวรกับโลกกลมๆใบนี้ และยูเอ็น ยังให้เกียรติประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ไม่ธรรมดาเลย
๑๒. การสร้างสันติภาพถาวรอย่างบูรณาการ-สมานฉันท์ ตามหลักการพระพุทธศาสนา มิใช่การที่ทุกประเทศในโลกต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติตามแนวพุทธ ประเทศใดนับถือศาสนาใด ลัทธิใด ความเชื่อใดๆ หรือไม่มีศาสนาแต่ยึดแนววิทยาศาสตร์ทางกายภาพที่พิสูจน์เป็นรูปธรรมจากผัสสะทั้ง๕ ทุกศาสนา ทุกลัทธิความเชื่อ และหลักวิทยาศาสตร์ ต่างอยู่บนพื้นฐาน"รักสุขเกลียดทุกข์ และรักดีเกลียดชั่ว"ทั้งสิ้น พระพุทธศาสนามีจุดเด่นตรง "ลดความเห็นแก่ตัว"มากกว่าหนทางอื่น สิทธิมนุษย์ควรได้รับการยอมรับ สุขภาพอนามัย การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองควรได้รับการพัฒนา การแบ่งปันความสุข การมีส่วนร่วมคิด-แก้ไข-สร้างสรรค์ เป็นความจำเป็น การสร้างคนดีมีความสำคัญสูงสุด บนหลักการที่ว่า"ฝูงสัตว์ต้องต้อน-ฝูงชนต้องนำ" พระพุทธศาสนาแก้ปัญหาทุกข์ประจำไม่ได้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง แต่ทุกข์จร ไม่ว่ารัก-ชัง-หลง-กลัว พระพุทธศาสนาแก้ไขได้คือการพัฒนาจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัว เมื่อหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวแล้วยังได้รับความสุขบนพื้นฐานความกรุณา ความไม่เห็นแก่ตัว-ความสุข และความกรุณา คงไม่ใช่คำตอบว่าตายแล้วไม่เกิด เดี๋ยวจะไปพ้องกับคำว่าทำชั่วมากๆตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ตามที่เราเชื่ออย่างผิดๆมานานแสนนาน เราจะทำอย่างไร สังคายนาใหม่เพราะรูปแบบการปกครองเปลี่ยนแปลง? ปรับปรุงโครงสร้าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และพัฒนาองค์กรสงฆ์อย่างมีมาตรฐาน ? แยกอาณาจักร์-พุทธจักร์ เช่นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ? คงสภาพแบบเดิมเช่นศาสนาคริสต์นิกายโปเตสแต้นท์ของอังกฤษ(CHURCH OF ENGLAND ) ? อย่างไรก็อย่าลืมวันโกน-วันพระด้วยก็แล้วกัน ช้านักมักสายเกินแก้ คนสบายแล้วย่อมไม่ปรารถนาการเปลี่ยนแปลง(สุขสุดโต่ง)

เห็นว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าหลักการของพระพุทธศาสนานั้น เป็นหลักการที่มนุษย์ทั้งหลายนำไปใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์ ต่อผู้นำไปใช้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ ฉะนั้นเราชาวพุทธทั้งหลายควรมีความภูมิใจ ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเรารับนับถือศาสนาที่มีความสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ถ้าชาวโลกเขายอมรับ เราคงไม่มีเหตุที่จะไม่ยอมรับนะจ๊ะ

แสดงความคิดเห็น