ที่นี่นับเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย ใครมาเรียนก็ได้ ไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่สามัญชน เจ้านายในสมัยก่อนๆ มักจะมาวิ่งเล่นในวัดโพธิ์" เสียงบอกเล่าของ พระราชเวที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เล่าถึงความสำคัญของวัด หลังจากได้รับใบประกาศมติรับรองของ "ยูเนสโก" หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ให้ "จารึก" วัดพระเชตุพนฯ ขึ้นทะเบียน เป็น เอกสารมรดกความทรงจำของโลก ในส่วนภูมิภาค
โดยมีการทำพิธีมอบใบประกาศไปเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่ง พระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เป็นผู้รับมอบ
เรื่อง ราวน่าสนใจของวัดโพธิ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้จารึกวิชาความรู้ของไทยในด้านต่างๆ ลงบนหินอ่อน แล้วติดตั้งไว้ที่ผนังพระอุโบสถบ้าง พระวิหารบ้าง รวมทั้งที่ศาลาราย และวิหารคดภายในบริเวณวัด
พระราชเวทีเล่าว่า ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำของโลกในปีนี้ ทางคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกประเทศไทย มีคุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต เป็นประธาน ได้จัดสัมมนาเรื่องนี้ขึ้นก่อน จากนั้นมีการประชุมกันและในที่สุดที่ประชุมมีความเห็นว่าน่าจะเสนอศิลา จารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกโลกความทรงจำโลก ซึ่งทางวัดก็ไม่ขัดข้อง
" เมื่อทราบว่าเขาจะเอาอย่างนั้น ทางวัดได้ลงมือสำรวจจารึกวัดโพธิ์ ซึ่งความจริงมีถึง 2,000-3,000 แผ่น แต่แตกหักเสียหายไปมากเหลืออยู่ 1,360 แผ่น และบางอาคารที่มีจารึกติดตั้งอยู่ก็ถูกรื้อไปเพราะผุพัง ทำให้จารึกเหลือเท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้"
อย่างไรก็ดี พระราชเวทีบอกว่า ก่อนหน้านี้ทางวัดเกรงว่าศิลาจารึกวัดโพธิ์จะลบเลือนสูญหาย จึงได้คัดลอกข้อความในแผ่นจารึกมาพิมพ์เป็นหนังสือเก็บไว้ทั้งหมด ทำให้ความรู้ในแผ่นจารึกหินอ่อนยังคงอยู่
รูปปั้นฤๅษีดัดตนที่อยู่ภายในวัดโพธิ์ - แผ่นจารึกวัดโพธิ์
พร้อม กันนั้นได้เล่าเพิ่มเติมว่า จารึกหินอ่อนที่วัดโพธิ์อยู่ที่วัดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 3 ที่อยากให้ประชาชนได้รับความรู้ และทรงอยากให้วัดโพธิ์เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนให้สามัญชนเรียนหนังสือ ถ้าใครอยากเรียนต้องไปเรียนในวัด
ดังนั้น จึงโปรดเกล้าฯให้นักปราชญ์ราชบัณฑิต ทั้งพระสงฆ์ ฆราวาส ที่มีความรู้มาประชุมพิจารณากันว่าจะเอาอะไรมาจารึกกันดี จึงแบ่งกลุ่มกันรวบรวมเป็นหมวดๆ มีประมาณ 8 หมวด
อาทิ หมวดประวัติการสร้างวัด หมวดพุทธประวัติ หมวดวรรณคดี มีโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนและสุภาษิตคำสอนต่างๆ หมวดอนามัย และการจัดทำเนียบรายชื่อผู้ปกครองหัวเมืองชั้นเอกชั้นโท และทำเนียบฝ่ายคณะสงฆ์ เป็นต้น
ส่วนการติดตั้งจารึกจะแบ่งเป็นโซนๆ อย่างกลุ่มศาสนาจะอยู่ในพระอุโบสถ วิหารพระนอน หมวดวรรณคดีจะอยู่ที่รอบพระมณฑป ระเบียงคด แต่ที่เป็นจุดสนใจของประชาชน คือ แผ่นจารึกที่บริเวณศาลาราย ที่เป็นการรวบรวมความรู้สรรพวิชาทางด้านการแพทย์ การเมือง และการปกครองมาไว้ ซึ่งศาลารายที่อยู่รอบวัดมีทั้งหมด 16 หลัง แต่ละหลังจะมีประมาณ 30-40 เรื่อง
"ความรู้ทางด้านการแพทย์ ตำรายา ทรงให้แพทย์หลวง พระยาบำเรอราชแพทย์ รวบรวม ใครมีสูตรอะไรก็เอามาให้ แล้วเวลาให้สูตรยากันต้องมีการสาบานด้วยว่าให้สูตรมาครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ไม่มีการกั๊กไว้ ไม่ใช่มีตัวยา 6 ชนิด แต่บอกแค่ 4 ชนิด อย่างนี้ไม่ได้ เพราะในสมัยโบราณวิชาบางวิชาเขาจะถ่ายทอดกันเฉพาะคนในตระกูลเท่านั้น ไม่บอกให้คนทั่วไปรู้ และตัวยาที่บอกมานั้นต้องผ่านการลองใช้และได้ผลมาแล้ว เป็นการตรวจสอบความรู้ว่าถูกต้องก่อนจารึกลงแผ่นหินอ่อน" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสกล่าว
สำหรับหินอ่อนที่ใช้จารึกเป็นหินอ่อนคุณภาพ ดีเรียกว่า "หินอ่อนลายเมฆ" นำมาจากประเทศจีน มีความสวยงามมาก ปัจจุบันหาไม่ได้แล้ว และบางส่วนนำมาจากเกาะสีชัง
(บน) วัดโพธิ์ (ล่าง) ชาวต่างชาติให้ความสนใจจารึกวัดโพธิ์
หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลก พระราชเวทีบอกว่า เพื่อเป็นการต่อยอดทำให้ความรู้ในจารึกยังคงอยู่ต่อไป ทางวัดโพธิ์พยายามรวบรวมทั้งหมดมาพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว ถ้าพบต้นฉบับก็จะมาตรวจสอบเพิ่มเติม และขยายความอธิบายต่อยอดองค์ความรู้สมัยก่อน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนในชาติที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก
และการจัดทำ ขึ้นเป็นหนังสือนั้น พระราชเวทีบอกว่า "เพื่อให้เป็นหลักเป็นฐาน เพราะสิ่งที่วัดโพธิ์ได้รับนั้นเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง"
พระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ
พระธรรมปัญญาบดี พื้นเพเป็นคนบ้านหม้อ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี มาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯตั้งแต่ยังเป็นเณร ราว พ.ศ.2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เดิมชื่อ ถาวร เจริญพานิช เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2459 ปัจจุบันอายุ 92 ปี พรรษา 72 พรรษา
บิดาชื่อ นายจรัญ เจริญพานิช ส่วนมารดาชื่อ นางพุ่ม เจริญพานิช
บวชเณรเมื่ออายุ 15 ปี ที่วัดตราชู จากนั้นไม่นานก็อุปสมบทที่วัดตราชูเช่นเดิม
จาก นั้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนธรรมอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ สอบได้นักธรรมโท สำนักเรียนวัดพระเชตุพนฯ ปี 2476 ต่อมาปี 2483 สอบได้เปรียญ 4 การศึกษาพิเศษ อักษรขอม และลูกคิด
ได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด โพธิ์ ปี 2495 พอปี 2528 เป็นรองเจ้าอาวาส กระทั่ง 2534 จึงขึ้นรักษาการเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ปี 2536
พระ ธรรมปัญญาบดี ได้ทำคุณประโยชน์แก่วัดพระเชตุพนฯมากมาย รวมทั้งสร้างวัด สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ในจังหวัดสิงห์บุรี และยังเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมด้วย
สำหรับการปกครอง วัดพระเชตุพนฯได้ทำนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด
ได้ พูดถึงวัดพระเชตุพนฯว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นอารามแห่งสิริมงคล ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลหลายประการ แม้แต่ชื่อวัดก็แสดงให้เห็นถึงคติมงคล เพราะ พระ+เชตุพน (เชตวัน)+วิมล+มงคล+อาราม
พระเชตุพน มาจากชื่อ เชตวัน ซึ่งเป็นชื่อวัดที่อนาถบิณฑิก เศรษฐีสร้างถวายพระพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ ในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล
ใน เวลานั้นเป็นรัชสมัยของพระเจ้าปเสนทิโกศล วัดนี้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ 19 พรรษา เหตุที่เรียกว่า เชตวัน เนื่องจากที่ดินซึ่งอนาถบัณฑิกเศรษฐีนำมาสร้างวัดนั้นซื้อมาจากที่ของพระ ราชกุมารชื่อ เจ้าเชต ตามศัพท์ เชตวัน จึงหมายถึง "สวนของเจ้าเชต"
ด้วย เหตุที่วัดเชตวันถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้านานกว่าวัดอื่นๆ จึงนิยมมำมาใช้เป็นชื่อของวัดในพระพุทธศาสนาที่เป็นวัดมีขนาดใหญ่ และชื่อวัดเชตวันก็มีปรากฏทั่วไปในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เช่น ในลังกาทวีป และที่ จ.สุโขทัย เป็นต้น
เหตุที่ไทยว่า เชตวัน เป็นเชตุพน เนื่องจากคำว่า "วัน" แปลว่า "ป่า" ไทยนิยมออกเสียง "ว" เป็น "พ" ดังนั้น เชตวันในภาษาไทยจึงเป็นเชตุพน
ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลก พระราชทานชื่อวัดว่า "เชตุพน" จึงมีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงวัดที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ถึง 19 พรรษา นานกว่าที่ทรงจำพรรษาที่วัดอื่นใดทั้งหมด
คำว่า "วิมล" แปลว่า สะอาดหมดจด หรือบริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน
คำว่า "มงคล" คือ มีลาภ มีความสุข ความเจริญ
อาราม ก็คือ สวน เป็นที่น่ารื่นรมย์ ยินดี หรือวัดในพระพุทธศาสนา
ดังนั้น "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม" จึงมีความหมายว่า วัดของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความเป็นสิริมงคล ปราศจากมลทิน
แสดงความคิดเห็น