"ตุรกี" เป็นประเทศมุสลิมที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งส่วนหนึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของทวีปยุโรปและอีกส่วนหนึ่งอยู่ในเอเชียตะวันตก ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันตกกับเอเชียอยู่
ตุรกี มีประชากรเกือบ 72 ล้านคน โดย 99% เป็นชนมุสลิม ส่วนระบบการเมืองเป็นสาธารณรัฐที่แยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง (Secular State) การได้มีโอกาสไปเยือนตุรกีเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ได้เห็นสภาพสังคมโดยทั่วไปของตุรกี ซึ่งพบว่าแตกต่างไปจากจินตนาการที่เคยวาดเอาไว้อยู่มาก เพราะเดิมทีคิดเอาเองว่าผู้หญิงตุรกีทั่วไปคงนุ่งลมห่มผ้าปิดคลุมเนื้อตัว ใบหน้ามิดชิด เหมือนกับผู้หญิงอิหร่านหรือในประเทศมุสลิมอีกหลายๆ ประเทศที่เคร่งครัด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผู้หญิงตุรกีส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าตามสมัยนิยม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นวัยรุ่นหญิงตุรกีสวมเสื้อสายเดี่ยว กางเกงยีนส์ หรือเสื้อเอวลอยโชว์เนินพุงน้อยๆ (ที่หนุ่มๆ ชาวตุรกีบอกว่าดูแล้วเซ็กซี่!!) เดินผ่านไปมาบนท้องถนน ส่วนผู้หญิงมุสลิมที่ปฏิบัติตัวเคร่งครัด คลุมเนื้อตัวและใบหน้ามิดชิดก็มีให้เห็นบ้างประปราย ก็เลยถึงบางอ้อที่เค้าบอกว่าตุรกีเป็นประเทศมุสลิมสมัยใหม่ที่มีอุดมการณ์ เปิดกว้างและใกล้ชิดกับตะวันตก
กระนั้น ใช่ว่าชาวตุรกีจะละเลยหน้าที่ในฐานะอิสลามิกชน เพราะหากมองไปมุมไหนๆ ของเมือง เราจะเห็นมัสยิด สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวมุสลิม ตั้งอยู่ในทุกชุมชน เฉพาะในนครอิสตันบูล ศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าและวัฒนธรรมที่สำคัญเพียงแห่งเดียว ก็มีมัสยิดอยู่มากถึงราว 1,000 แห่ง ทุกมัสยิดเราจะเห็นหอกระจายเสียง รูปร่างคล้ายๆ หอคอยสูงๆ ติดลำโพง เมื่อถึงเวลาจะมีเสียงร้องสวดเป็นภาษาของเขาดังก้องออกมา ประหนึ่งแจ้งบอกให้ทราบว่าถึงเวลาทำละหมาดแล้ว ตลอดวันที่อยู่ที่นั่น เราจึงได้ยินเสียงสวดมนต์แจ้งบอกการทำพิธีละหมาดถึงวันละ 5 ครั้ง ตามวัตรปฏิบัติของชนมุสลิม
พูดถึงค่าครองชีพที่นี่แล้วถือว่าสูง เอาการ เทียบเคียงง่ายๆ อย่างข้าวราดแกงจานหนึ่ง บ้านเราตอนนี้ตกประมาณ 25-30 บาท ที่ตุรกีตกอยู่ราว 10 ลีร่ากว่าๆ คิดเป็นเงินไทยราว 250-300 บาท น้ำเปล่าก็ตกขวดละ 20 กว่าบาท เหตุที่ค่าครองชีพสูงอาจเป็นเพราะตุรกีอิงเศรษฐกิจของตนเองเข้ากับชาติใน ยุโรปก็เป็นได้ โดยขณะนี้รัฐบาลตุรกีกำลังเร่งเจรจาเพื่อขอเข้าเป็นหนึ่งสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ แต่ยังมีอุปสรรคปัญหาหลายอย่าง (โดยเฉพาะกับกรีซ คู่พิพาทที่ยังขัดแข้งขัดขากันอยู่) เชื่อว่าการเจรจาคงใช้เวลานานอีกหลายปี จึงจะบรรลุผล
อีกเรื่องที่ ไม่พูดถึงไม่ได้ คือน้ำใจและมิตรภาพของชาวตุรกีที่มีอยู่ล้นเหลือ เพราะชาวตุรกีที่ได้พบเจอมีความน่ารักและเป็นมิตรมากๆ กับชนผิวเหลืองอย่างเราๆ ที่ส่วนใหญ่มักมีประสบการณ์ไม่ดีเมื่อไปอยู่ในประเทศตะวันตก ชาวตุรกีมีน้ำใจ มีความกระตือรือร้นที่จะให้ความช่วยเหลือกับอาคันตุกะผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการถามทางหรือซื้อของ
แม้ภาษาจะเป็นปัญหาในการสื่อสาร แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รอยยิ้มบนใบหน้าที่บ่งบอกถึง "มิตรภาพ" และ "ใจ" ที่พวกเขามีให้ กลายเป็นภาพความประทับใจที่ฝังอยู่ในความทรงจำของเราจนยากที่จะลืม...
ได้ไปเห็นวัฒนธรรมแปลกๆอีกเยอะเลยค่ะ
แสดงความคิดเห็น