กรมศิลป์เล็งฟ้อง "วัดกัลยาณมิตร" ทุบเจดีย์เจ้าจอมฯ

กรมศิลปากรเล็งฟ้องวัดกัลยาณมิตร ทุบเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าจอมมารดาแช่ม ชายา ร.5 เข้าข่ายทำลายโบราณสถาน โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี สั่งสำนักโบราณคดี กทม.สืบหาข้อเท็จจริง ยันต้องมีผู้รับผิดชอบ ทายาทราชสกุลประวิตรเจออัฐิเพิ่มเติม "สพรั่ง"ไม่เอาผิด เชื่อเจ้าอาวาสใหม่ไม่รู้ประวัติ

นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน กล่าวถึงกรณีมีการทุบเจดีย์บรรจุอัฐิ เจ้าจอมมารดาแช่ม พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) รวมทั้งอัฐิบุคคลสำคัญต้นราชสกุลประวิตรและกัลยาณมิตร ที่ตั้งอยู่ภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า กรมศิลปากรกำลังพิจาณาว่า จะให้จะหน้าที่ตำรวจฟ้องร้องต่อศาล เนื่องจากเจดีย์ดังกล่าวจัดสร้างเมื่อปี 2452 มีอายุกว่า 99 ปี ดังนั้นถือว่า เจดีย์ดังกล่าวเป็นโบราณสถาน ใครที่บุกรุกหรือทำลายโบราณสถานจึงมีความผิดฐานบุกรุกทำลายโบราณสถาน ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 32 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ขณะนี้ศิลปากรได้มอบหมายให้สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กทม. เป็นดูแลและลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ทั้งนี้ การทุบทำลายทุกครั้งจะต้องมีผู้ที่รับผิดชอบ ส่วนกรณีที่ว่าจะให้มีการจัดสร้างเจดีย์ดังกล่าวขึ้นใหม่ จะต้องมีการปรึกษาหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะมีการจัดสร้างใหม่หรือไม่

ด้าน นายสุชาติ เบ้รุจวงศ์ นักวิชาการศาสนา ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ทาง พศ.กำลังติดต่อไปยังเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตาม ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาจะลงพื้นที่ในวันที่ 3 มิถุนายน เพื่อตรวจสอบและสอบถามข้อเท็จจริงพยานรู้เห็นและจากเจ้าอาวาส และหลังจากนั้นก็จะต้องนำมาปรึกษาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

พล.ต.สุปรีดี ประวิตร รองเจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศ กระทรวงกลาโหม ในฐานะสมาชิกราชสกุลประวิตร กล่าวว่า ทราบว่าวัดกัลยาฯจะใช้พื้นที่บริเวณที่ตั้งเจดีย์เจ้าจอมมารดาแจ่ม สร้างศาลาปริยัติธรรม และทราบมาว่า ทางวัดได้เรียกประชุมใหญ่ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

"เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้กลับไปดูพื้นที่อีกครั้ง พบว่าบริเวณฐานของเจดีย์มีอุโมงค์ที่มีก้อนอิฐปิดอยู่ และเมื่อเปิดเข้าไปพบอัฐิเพิ่มเติม แต่ไม่ทราบว่าเป็นของพระองค์ใด ถ้าไม่ได้ไปสำรวจอีกครั้งคงไม่ทราบและคงมีการสร้างศาลาทับ ทำให้อัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ถูกเหยียบย่ำ" พล.ต.สุปรีดีกล่าว และว่า ได้เข้าหารือกับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม แล้ว พล.อ.สพรั่งได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สมควร" พล.ต.สุปรีดีกล่าว

พล.ต. สุปรีดีกล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ต้องการล้มแผนงานบูรณะวัด สถานที่นี้เป็นที่เคารพนับถือด้านจิตใจ ไม่ใช่เฉพาะของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นที่เลื่อมใสของชุมชนและประชาชนทั่วไป ซึ่งหลังจากได้ค้นประวัติเรื่องนี้พบว่า เจ้าจอมมารดาแช่มมีความผูกพันกับวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร มากและพระโอรสก็เคยเป็นมัคนายกของวัดนี้จนสิ้นพระชนม์ สำหรับอัฐิบรรพบุรุษที่เหลืออยู่ ได้นำไปทำพิธีสวดบังสุกุลและบรรจุไว้ที่วัดบวรนิเวศวรมหาวิหาร จนกว่าจะได้สถานที่เหมาะสม

ด้าน พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า กำลังให้เจ้าหน้าที่ติดต่อขอเบอร์โทรศัพท์เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรฯ เพื่อขอทราบเรื่องว่าข้อเท็จจริงเหตุใดจึงมีการทุบสถานที่เก็บอัฐิแห่งนี้ หรือเป็นเพราะอุบัติเหตุ ทำไมถึงปล่อยให้คนไปทำโดยไม่ตรวจสอบก่อน และทราบมาว่าทางวัดได้เปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่ จึงไม่ทราบว่าสถานที่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องวัดหรือไม่ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า คงไม่ฟ้อง แต่จะไปแก้ไขและสร้างใหม่ เหมือนต้นไม้ล้มไปแล้วก็ต้องปลูกใหม่ ยกที่ให้วัดแล้วอุปถัมถ์มาตลอด คงไม่มีปัญหาในการสร้างใหม่

น.ส. อาภร วงษ์สังข์
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิที่อยู่อาศัยกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีวัดอีกหลายแห่งกำลังไล่รื้อให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่อยู่ร่วมกันมานาน ซึ่งทางวัดควรแบ่งส่วนอยู่ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อช่วยกันทำนุบำรุงพุทธศาสนา ไม่ใช่คิดแต่จะทำการพาณิชย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะดูแลประชาชนให้มีส่วนร่วมและแบ่งปันพื้นที่ ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด

"ที่ผ่านมา เราได้รับการร้องเรียนจากชุมชนที่อยู่คู่กับวัดหลายแห่ง ทั้งหมดมีปัญหาคล้ายกัน คือเอาที่ดินไปทำการพาณิชย์ เราได้ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ทราบว่ามีแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเรือขนานใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้วัดเหล่านี้เอาพื้นที่ไปทำธุรกิจจนส่งผลกระทบกับชุมชนใกล้ วัด" น.ส.อาภรกล่าว

ที่มา:
มติชน

แสดงความคิดเห็น