คนมีระดับสติปัญญาสูงมีความคิด เชื่อถือว่ามี "พระเจ้า" จริงน้อยลง

ผลจากการศึกษาทำให้ได้รู้ว่า ผู้ซึ่งมีระดับสติปัญญายิ่งสูง กลับยิ่งมีความเชื่อถือเรื่องการมีพระเจ้าน้อยลง เนื่องจากเป็นคนค่อนข้างจะขี้สงสัย

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยอัลสเตอร์แห่งไอร์แลนด์ ได้ค้นพบความเกี่ยวพันระหว่างระดับเชาวน์ปัญญากับความเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงว่า บุคคลในวงการวิชาการมักจะไม่ค่อยเชื่อในพระเจ้ามากยิ่งกว่าใครๆ "ผมเชื่อว่าเหตุที่นักวิชาการที่เชื่อในเรื่องของพระเจ้ามีน้อยคนยิ่งกว่าคนทั่วไปลง ก็คงเนื่องมาจากระดับเชาวน์ปัญญานั่นเอง นักวิชาการจะมีระดับสติปัญญาสูงกว่าพลเมืองทั่วไป"

หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี เทเลกราฟ" ชื่อดังของอังกฤษ อ้างว่า ศาสตราจารย์ริชาร์ด ลินน์ หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า "การสำรวจของแกลลัปเกี่ยวกับประชากรทั่วไป แสดงให้เห็นหลายหนว่าผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูงๆ มักจะไม่ค่อยเชื่อถือในเรื่องการมีพระเจ้า" เขาอ้างว่า ได้ลงความเห็นเอาจากผลการสำรวจของราชสมาคม ซึ่งได้ผลว่า มีนักวิชาการเพียงร้อยละ 3.3 ที่เชื่อเรื่องการมีพระเจ้า ในขณะที่คนอังกฤษทั่วไป มากถึงร้อยละ 68.5 ยอมรับตนเองว่าเป็น "ผู้มีศรัทธา"

อาจารย์ลินน์รายงานต่อไปว่า พวกเด็กนักเรียนอังกฤษชั้นประถมเกือบทุกคน เชื่อในการมีพระเจ้า แต่พอย่างเข้าวัยรุ่นและมีระดับสติปัญญาเพิ่มขึ้น พวกเขาจำนวนมากชักจะรู้สึกเคลือบแคลง และกล่าวว่า "ในชาติที่กำลังพัฒนาทั่วทั้ง 137 ชาติ ในยุคศตวรรษที่ 20 ก็ได้คลายความเชื่อมั่นในศาสนาลง ในยุคที่ผู้คนมีสติปัญญายิ่งขึ้น"

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจารณ์ต่างพากัน แสดงความเห็นตอบโต้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะศาสตราจารย์กอร์ดอน ลินช์ วิทยาลัยเบิร์กเบค ที่กรุงลอนดอน ลั่นว่า "การคิดเอาความเชื่อในศาสนากับสติปัญญามาเกี่ยวโยงแบบนี้ สะท้อนให้เห็นการมีแนวความคิดที่เป็นอันตราย โดยที่คิดเอาง่ายๆ เอาศาสนาไปเข้าเป็นพวกของโบราณ".

ที่มา:
ไทยรัฐ

     คนอังกฤษเข้าถึงศาสนาน้อยลง เมื่อมีการศึกษาสูงขึ้น  ศาสนาคริสต์ในอังกฤษ เป็นนิกายโปแตสแตนท์ หรือ "church of england"  (ไม่ทราบไทยเลียนแบบอังกฤษ หรืออังกฤษเลียนแบบไทย ) นิกายนี้ไม่ขึ้นกับ สันตปาปา แห่งโรม นิกายโรมัน คาทอลิก
     คนไม่มีศาสนาไม่แปลกอะไร  หลักการพุทธศาสนา คนและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณ เหมือนกัน  เพียงแต่สัตว์อาภัพกว่าคน เพราะมันสมองสัตว์เก็บความจำได้น้อยกว่าคน  คนได้ชื่อเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง ยกย่องว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง ส่วนสัตว์ที่มีหาง และลำตัวขนานกับพื้น เรียกว่า สัตว์ชั้นต่ำ 
     ความหมายสัตว์ คือผู้ที่ยังมีการเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฎฎ์  จะพ้นสัตว์ได้ เมื่อจิตวิญญาณพัฒนาเป็น อริยะบุคคล แล้ว จนถึง นิพพาน จิตสะอาดปราศจากอวิชชา จึงพ้นการเวียนว่ายตายเกิด ภาวะ อริยะบุคคลที่ยังไม่บรรลุ พระอรหันต์ แม้ยังมีการเกิดอีก จะไม่เกิดในอบายภูมิ อีกต่อไป ฉะนั้นภาวะความเป็น"สัตว์" ของคน และสัตว์ จึงปรากฏ ตั้งแต่สัตว์ชั้นต่ำ คน มนุษย์ เทวดา จนถึงพรหม
     เมื่อเข้าใจความหมายสัตว์ ในพุทธศาสนาแล้ว  สังเกตุดูว่า สัตว์ชั้นต่ำ มีศาสนาหรือไม่  คำตอบคือ อย่างไรก็ไม่มี เพราะจิตวิญญาณของสัตว์ชั้นต่ำ มี"โมหะ" เป็นเจ้าเรือน  แต่ความเป็นอยู่ของสัตว์ แม้ไม่มีศาสนา มันก็อยู่ของมันได้ อยู่เป็นฝูงๆ ก็เยอะไป ตัวผู้ตัวไหนเก่งหน่อยก็เป็น จ่าฝูง มีตัวเมียหลายๆตัว ทำหน้าที่ผลิตเชื้อสาย ดำรงเผ่าพันธ์ต่อไป  ตัวผู้ใดอยากเป็นจ่าฝูง แทน ก็ต้องต่อสู้แลกด้วยชีวิต หรือไม่ก็ยอมแพ้ หรือหลีกเร้นจากฝูงไป  ฉะนั้นคนสัตว์ วิถีชีวิตจึงไม่แตกต่างกัน ต่างก็มีความสุขตามรูปแบบของสังคมคน-สัตว์  ที่ผู้มีอำนาจวางระบบไว้
     การที่คนมีศาสนา เพื่อการแบ่งกลุ่ม ศรัทธาการเข้าถึงศาสนาอาจแตกต่างกัน  แต่ก็ทำให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน การรวมกลุ่มจำนวนมากจึงต้องมีกองกำลัง ไว้ป้องกันอันตรายพวกเดียวกัน  
     การศึกษาสูงๆมักผ่านประสบการณ์ ความมีเหตุมีผล ความสงสัยเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงปรากฎในกลุ่มการศึกษาสูงๆทั้งสิ้น  ก็ไม่ผิดถ้า ประเทศนั้นๆมีประชาธิปไตยสูงพอ ที่จะให้ทุกคนมีอิสระเสรีในการนับถือศาสนาใดๆ หรือไม่มีศาสนาเลยก็อยู่ได้
     ความคิดของผู้มีอำนาจ หรือเบื้องหลังผู้มีอำนาจ จะวิตกกับฝูงชนในสังกัด ถ้าไม่ยอมรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือกันมา  การขาดสามัคคีย่อมทำให้สังคมนั้นๆอ่อนแอ เป็นอันตรายต่อการรุกรานของศัตรูได้  แม้พุทธศาสนาเอง ซึ่งเป็นศาสนาแห่ง"ปัญญา"  พระพุทธองค์ ยังไม่ฟันธงตรงๆ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์    เพราะความเชื่อของฝูงชน มากเกินกำลัง ที่พระอัจฉริยะของพระองค์ จะเปลี่ยนแปลงโดยเร็วไวได้ พระองค์จึงทรงเปรียบ ฝูงชนดัง บัว ๔ เหล่า ที่จะมีปัญญามีจำนวนน้อยเต็มที แต่ก็ยังมีพอเผยแผ่ ไดบ้าง ก็ยังดี
     คนไม่มีศาสนา อาจทำชั่วได้ง่ายกว่าคนมีศาสนา เพราะเขาจะไม่รู้จักเวรกรรม ว่ามีจริงหรือไม่  ฉะนั้นประเทศที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ จะต้องมี กฎหมายและการบริหารที่สูงกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น  คนมีศาสนาแต่เพียงสร้างภาพ  จึงนับเป็นอันตรายยิ่ง  ถ้าบ้านเมืองนั้นปล่อยปละละเลยตามยถากรรม ขาดการประชุมเป็นเนืองนิตย์ คนดีก็รักษาไม่ได้ ศาสนามีไว้เพียงทำกิจกรรมสร้างภาพ เช่นการเล่นละคร หรือแสดงภาพยนต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องจบในระยะเวลาอันสั้น  ต่างจากชีวิตจริง ที่ต้องอยู่ร่วมเป็นสังคม มหึมา มีปัญหานานาชนิด  นี้คือความน่ากลัว ที่ผู้มีบทบาทในสังคม จะประมาทมิได้  อย่างไรขออย่าใกดในประเทศไทยเลย
    

แสดงความคิดเห็น