"โพธิรักษ์" ผิดซ้ำมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

"ทนาย ความ-นักกฎหมาย" เรียงหน้าจี้เอาผิด "โพธิรักษ์" และบรรดาสมุนสันติอโศก ระบุเคยต้องคำพิพากษาจำคุกฐานมีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์มาแล้วแต่ให้รอลงอาญา หากมีการฟ้องร้องในความผิดเดิมอีกมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องคำพิพากษาจำ คุกทันที โดยเป็นไปตามดุลพินิจศาล และอาจพ่วงความผิดด้านความมั่นคงเข้าไปด้วย เพราะออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างชัดเจน

จากกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้ยื่นเรื่องให้อัยการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 เพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรักษ์ รักพงษ์ หรือ โพธิรักษ์ ฐานเป็นพระภิกษุล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ และแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 66 ปี แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยได้รับการลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก

แต่ปรากฏว่า ในปัจจุบันนายรักษ์ ก็ยังคงแต่งกายคล้ายสงฆ์ และปฏิบัติกิจของสงฆ์ อย่างเช่น บิณฑบาต อาราธนาศีล และให้ศีลให้พร มีประชาชนกราบไหว้เสมือนเป็นพระภิกษุ แบบเดียวกับที่ศาลเคยมีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีพฤติกรรมในการออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลด้วย นั้น

นาย พิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวว่าในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเห็นว่ากลุ่มสันติอโศก ได้มีการออกมาเคลื่อนไหว และมีพฤติกรรมที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่เลียนแบบพฤติกรรมของสงฆ์ เช่น การออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลชัดเจน

โดยพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะเข้าข่ายผิดซ้ำสองเมื่อตอนปี 2539 และการกระทำเหล่านี้ล้วนมีความผิด อีกทั้งคำพิพากษาของศาลที่ว่า "โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก" อาจจะเป็นดุลพินิจของศาลหากได้มีการกระทำผิดซ้อนความผิดเดิม ที่อาจจะไม่มีการรอลงอาญาอีก

แต่การจะเอาความผิดในพฤติกรรมการเลียนแบบสงฆ์นั้น อาจจะมีปัญหา เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว จะเอาผิดอีกอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งตอนนี้กลุ่มสันติอโศก ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางมหาเถรสมาคม จะไปเอาความผิดตาม พ.ร.บ. ของสงฆ์ก็คงจะไม่ได้ เพราะก็ไม่ทราบว่ากลุ่มสันติอโศก ถือศีลครบ 227 ข้อ หรือเวลาการอุปสมบทมีพิธีกรรมแบบสงฆ์ไหม ไม่ทราบถึงข้อแตกต่างนั้น

ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีกลุ่มสันติอโศก จะเป็นแกนนำ ในการชักนำบุคคลเข้าร่วมการชุมนุมด้วย มีการจัดสรรการทำหน้าที่ต่างๆ ออกไป

"แต่ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มี กองทัพธรรม ของกลุ่มสันติอโศก ปักหลักอยู่ในการชุมนุมอย่างชัดเจน จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า กลุ่มสันติอโศก สนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้มีการล้มล้างรัฐบาล หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย" นายพิชากล่าว

ทางด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในกรณีที่สันติอโศก กระทำความผิดในการเลียนแบบพฤติกรรมสงฆ์นั้น ถ้ามีคนร้องเรียนอีก นำพยานหลักฐานไปร้องเรียน ก็จะมีความผิดในส่วนเดิมอีก ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นการละเมิดคำสั่งและอำนาจของศาล ตอนนี้ก็คงไม่ต้องรอลงอาญาแล้ว สามารถเอาผิดได้เลย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลด้วย

การที่กลุ่มของสันติอโศก ยังมีการทำพฤติกรรมที่เลียนแบบสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความผิดทั้งนั้น ถึงแม้ว่าทางสันติอโศก จะไม่ได้อยู่ในความดูแลของทางมหาเถรสมาคม และอาจจะเอาผิดทาง พ.ร.บ.สงฆ์ ไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้นานๆ ไปจะยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อม และคนก็จะไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา

ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในการคุ้มครองหรือดูแลของ ทางมหาเถรสมาคม และไม่สามารถจะเอา พ.ร.บ.สงฆ์ ตัดสินเอาความผิดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้คนกลุ่มนี้ทำความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนาต่อไป จะนำกฎหมายอาญามาปรับใช้เพื่อให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ที่มีพฤติกรรมเลียนแบบสงฆ์

ย้อนความหลังคดีนายรักษ์ รักพงษ์

ที่ ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเอกฉันท์ ขอให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงลงพระนามในพระบัญชาให้สึก \"โพธิรักษ์\" จากสมณเพศภายใน 7 วัน นับแต่ 10 มิถุนายน 2532

แต่ครบกำหนด "โพธิรักษ์" ก็ยังไม่เปล่งวาจาสึก ตำรวจนำกำลังไปควบคุมตัวไปที่ สน.ดุสิต ก็ไม่เปล่งวาจาสึก จึงทำได้แค่ให้เปลี่ยนชุด เป็นสีขาว และโดนฟ้องอีก 78 คดี โพะรักษ์และสาวกถูกฟ้องแต่งกายเลียนแบบพระ

ศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาเมื่อ 29 ธ.ค.2538 หลังสืบพยานนานถึง 6 ปีเต็ม ให้จำเลยทั้งหมดมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง จำคุกโพธิรักษ์ รวม 66 เดือนโทษจำรอลงอาญา 2 ปี คนอื่นๆ ก็เช่นกัน 3 เดือนรอลงอาญา ทั้งหมดยืนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษา เมื่อ 19 มี.ค.2540 ยืนตามชั้นต้น

โพธิรักษ์ ไม่ยื่นฎีกา ส่วนคนอื่นๆ ยื่นฎีกา ศาลฎีกาพิพากษา 15 มิ.ย.2541 และกว่าจะส่งไปศาลขั้นต้นล่วงมา 16 ก.ย.2541 ให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ รวมเกือบ 9 ปีที่ต่อสู้ในชั้นศาล

ในอดีตที่ผ่านมาข้าพเจ้า ชอบการประพฤติปฏิบัติของท่านอาจารย์แห่งสันติอโศกแทบทุกท่านที่ได้ออกมาเผยแผ่ธรรม ข้าพเจ้าเคยปรารภกับคณะเพื่อนๆว่า ถ้าพระภิกษุใดประพฤติได้เพียงครึ่งเดียวของสำนักสันติอโศก วัดนั้นไม่มีคำว่าพระอดข้าวหรอก เพราะการมุ่งบำเพ็ญเพียรให้ชาวโลกได้รู้ ได้เห็นเป็นอีกหนทางหนึ่งในการเผยแผ่ธรรม
แต่ในปัจจุบันนี้ ทางสำนักสันติอโศก ไม่ใช่สันติอโศกแบบเดิมแล้วซิ เพราะท่านอยู่
เบื้องหลังการประท้วงรัฐบาล ซึ่งการช่วยเหลือครั้งนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง อย่างมากในขณะนี้ ถ้าสำนักสันติอโศกอยากจะเรียกศรัทธาคืนมา มีวิธีเดียว คือไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองแต่จะยุ่งอยู่กับการเผลาผลาญกิเลสซึ่งนอเนื่องอยู่ภายในหัวใจตลอดเวลาดีกว่า

เอาบทสรุป หน้าสุดท้าย ของหนังสือ
"ทางสายกลาง คนเป็นกลางเป็นอย่างไร ?"
เขียนโดย สมณะโพธิรักษ์ มาให้อ่านก่อน..

ฉบับเต็มโปรดติดตามอ่านต่อไป

ดังนี้..

สรุป "คนเป็นกลาง" มี ๔ ประเภท ดังนี้
๑. คนที่ไม่รู้จริง แต่ห่าม ๆ ห้าว ๆ ชอบอวดแต่ดี ก็จะกล้าชี้ถูกชี้ผิดไปตามประสา เดาเอาบ้าง ได้ข้อมูลผิด ๆ หรือได้ไม่ครบก็โมเมเอาบ้างแล้วก็ตัดสินประหนึ่งผู้รอบรู้

๒. คนไม่รู้จริงอีกแบบ ได้แก่ พวกไม่ห้าวไม่หาญ ค่อนจะขี้กลัวเอาด้วย ก็จะไม่ชี้ถูกชี้ผิด จะไม่กล้าตัดสินว่าใครดีใครชั่ว แล้วก็คุยว่า"ตนเป็นกลาง" ยืนยันว่า "คนเป็นกลาง" ต้องไม่ว่าข้างใด ไม่เข้าข้างใด รักษาตัวรอด

๓. คนที่รู้จริง จะชี้ถูกชี้ผิด จะกล้าตัดสิน จะยกคนถูก ตำหนิคนผิด แล้วยืนยันว่า "ตนเป็นกลาง"

๔. คนรู้จริง แต่จะไม่ระบุว่าใครผิดใครถูก เมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ จนรู้ว่าใครถูกใครผิดอย่างแน่ใจนี้ ๑ และแม้รู้ชัดแจ้ง ก็ตาม ท่านอาจจะไม่ชี้ไม่ระบุ ในกรณี่ที่หากระบุแล้วจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายเสียหายตามมานี่อีก ๑ โดยจริงนั้น ตามกาละ เทศะ ฐานะ ที่พอชี้แจงได้ ท่านก็จะกล่าวจะพูดอย่างพอเหมาะด้วยใจจริงไม่เก้อเขิน

จบหน้า 24

และจากปกด้านหลังดังนี้

... "คนเป็นกลาง" ที่สัมบูรณ์ จึงเป็นอยู่หรือดำเนินไป(สุคต) แบบเดียวกันกับฝ่ายถูกฝ่ายดี แม้จะพูดเข้าข้างฝ่ายดี ก็ไม่ใช่ "ความลำเอียง" แต่เป็น "สัจจภาวะ" ที่ต้องมีในสังคม ซึ่งใคร ๆ ไม่ต้องกล่าวหาเสียให้ยาก เพราะคนผู้นี้ย่อมมีชีวิตเป็น ย่อมมีชีวิตอยู่แบบเดียวกับคนฝ่ายดี ชนิดมั่นคงเที่ยงแท้ แน่แน่ว พร้อมกับทำการเผยแพร่ "ความดี" ให้ขยายออกไปให้ยิ่ง ๆ ด้วยอุตสาหะพยายามแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็รู้ดีว่า ทำไมจึงต้องอุตสาหะพยายาม "คนเป็นกลาง" .. เป็นอย่างนี้ ๆ เอง

โดย : ความเป็นกลางคือ อยู่ข้างคนดี / chaba [ 2008-06-22 09:59:43
ที่มา..
http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1435
http://www.212cafe.com/boardvip/list2.php?user=cm99

เหคุความหลงไหลในตัวนายกรัฐมนตรี

http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/05/29/entry-1

 

เรียน ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์  และ ท่านทนายคารม พลทะกลาง ที่นับถืออย่างยิ่ง
เรื่อง  จะเอาผิดกับกลุ่มสันติอโศก ในกระทู้ "โพธิรักษ์" ผิดซ้ำมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

          โดยส่วนตัว เห็นว่า ความอิสระทางด้านสิทธิมนุษยชนในการเลือกนับถือศาสนาหรือความเชื่อใด ๆ ฯลฯ นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับกรณี สันติอโศก หากมีการ จะเอาผิด ก็ต้องแยกว่า  เจตนา คืออย่างไร ? และหากจะเลือกใช้คำว่า จะเอาผิด กับกองทัพธรรม ของกลุ่มสันติอโศก นั้น...ก็ต้องชัดเจนในเจตนาของตนเองประกอบให้ชัดว่า มิได้เป็นไปโดยมีอคติ แต่ มีเจตนาที่จะเอาภาระเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาโดยสุจริตใจ เป็นประเด็นสำคัญ อันนี้เป็นกระทู้ตั้ง... หากมาจากเจตนาอื่นหรือมีผู้มีอำนาจอื่นแฝงแทรกหรือสั่งมาไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งรู้ หรือทั้งไม่รู้โดยสุจริตใจ เสมือนที่ มท.๑ ทำกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ กรณี ปิดเคเบิลทีวีท้องถิ่นที่ถ่ายทอดสัญญานจากสถานีโทรทัศน์ ASTV หรือ กรณีบัญชาให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สกัดทัพประชาชนที่เข้ามาชุมนุม โดยวาจาผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเร้น และที่สุดก็มากลับคำในภายหลังว่า ตนไม่ได้สั่ง.... ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้ท่านผู้ว่า ฯ บางจังหวัด และ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติ ฯ ต่อ ประชาชนไปแล้ว ได้รับความกระอักกระอ่วนใจ อยู่ ณ บัดนี้ ยิ่งบางพื้นที่ทำเกินเลยไปจนถึงวางเรือใบ...  ซึ่งก็จะเป็น เช่นที่ ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์ ตรองไว้ว่า..ในเรื่องนี้ " อาจจะถูกกล่าวหาว่า เป็นเรื่องทางการเมือง "
           หากมิได้เป็นไปโดยมีอคติ แต่มีเจตนาที่จะเอาภาระเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาโดยสุจริตใจโดยแท้ ก่อนจะนำสู่โรง สู่ศาลหรือจะเอาเรื่อง ก็สามารถมานั่งคุยกันได้ด้วยหัวใจที่สงบ...และทำความเข้าใจในความต่างทางความคิด ในทางคำสอน ตลอดจนการกระทำที่เป็นพิธีการ ยัญพิธีต่าง ๆ สามารถมานั่งคุยกันได้ และเมื่อเห็นว่า จุดที่ต่างนั้น ชัดเจนแล้วว่า ตกลงกันไม่ได้ หรือ ขัด หรือ แย้งต่อพระธรรมวินัยตามความเข้าใจของแต่ละคนเองในข้อใด ก็บอกกันและกันว่า ข้อนี้ มีความต่างกันนะครับ หากท่านไม่ปรับ หรือกระผมไม่ปรับ ก็จะขอนำจุดที่ต่างนี้ขึ้นสู่โรง สู่ศาลนะครับ...ก็บอกกัน คิดว่า แบบ นี้จะเป็นความงดงามมาก ๆ .... แต่หากในใจมีอคติ หรือมีใบสั่งแฝงมาในใครคนใด คนหนึ่ง...ก็แน่นอนว่า จะเป็นดังคำตอบเดียวที่ ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์ กล่าวไว้เพียงประการเดียว จะเป็นอื่นไปไม่ได้...
            จากบทความ  "โพธิรักษ์" ผิดซ้ำมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต
            น่าสนใจมาก เพราะทราบมาว่า คณะสงฆ์แห่งนี้ ไม่ได้กังวลว่าตนนั้น จะอยู่นอกคุก ในคุก หรือที่ไหน แม้ว่า นอกคุกจะดีที่สุด แต่เท่าที่เข้าไปสัมผัส ชัดเจนว่า คณะสงฆ์แห่งนี้ จะขออยู่กับความถูกต้องตรงตามสัจจธรรม อย่างมีหลักการ หลักญานยืนยันปรากฏ ในพระไตรปิฎก มาโดยตลอดตามที่หมู่คณะเข้าใจ มานับแต่ต้น เท่านั้น... โดย สมณะโพธิรักษ์ ท่านนำพาฝ่าด่าน ของการตู่ท้วง การเอาเรื่อง ใส่ร้าย ป้ายสี  การถูกกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดมามาก จนเข้าใจหัวใจของคนที่มากระทำอย่างให้อภัยได้อย่างสนิทใจ... จริงใจจนเป็นปกติธรรมดา ท่านสามารถยอมให้คนเข้าใจผิดท่านได้ ยอมให้คนเกลียดได้ ฯลฯ เพราะนั้นไม่ใช่อุปสรรค...ของชีวิต แต่นั่นคือ คนที่เขายังเข้าใจ ณ เวลานั้น ๆ ไม่ได้  จนกว่าความมั่นคง ความหยัดยืนทำให้คนที่เข้าใจผิด หันมาเข้าถึงความถูกต้อง ตรงตามสัจจธรรม ได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
              ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์ ตั้งประเด็นว่า....กลุ่มสันติอโศก ถือศีลครบ ๒๒๗ ข้อ หรือเวลาการอุปสมบทมีพิธีกรรมแบบสงฆ์ไหม ? ไม่ทราบถึงข้อแตกต่างนั้น  ประเด็นนี้ ทราบมาว่า ฆราวาส จะสมาทานศีล ๕ และศีล ๘ บริสุทธิ์ โดยมีรูปธรรม คือ ถือศีล ๕ (๘) ละอบายมุข ทานอาหารมังสวิรัติ ทั้งหมด ส่วนสมณะ จะมีรูปธรรม คือ สมาทานศีล ๔๓ ข้อ แบ่งเป็น จุลศีล ๒๖ ข้อ มัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และ มหาศีล ๗ ข้อ นับแต่วันอุปสมบท และทรงพระวินัย ๒๒๗ ข้อ เฉกเช่นเดียวกับคณะสงฆ์กระแสหลักอย่างเอาจริง เอาจัง เป็นรูปธรรม พิสูจน์ได้...
              ถามว่า : เวลาการอุปสมบทมีพิธีกรรมแบบสงฆ์ไหม ? ทราบมาว่า มีขั้นตอนรายละเอียดมากกว่าคณะสงฆ์กระแสหลักมาก โดยปฏิบัติมาตั้งแต่แรกก่อเกิดหมู่กลุ่มเป็นต้นมา ผู้ที่ใจเด็ดตั้งใจจะเข้าสู่การบรรพชา - อุปสมบท เป็นนักบวชหรือสมณะ จะต้องเข้ามาฝึกตนอยู่ไม่น้อยกว่า ๒ ปีสำหรับผู้ชาย 
ขอยกตัวอย่างย่อ ๆ ในขั้นตอนกว่าจะได้บวช โดยจะต้องมาเป็นคนวัดตามฐานแห่งการฝึกและพัฒนาตนเอง ดังนี้...
- จากฐานอาคันตุกะจร มาเป็นอาคันตุกะประจำ ซึ่งต้องฝึกไม่น้อยกว่า ๔ เดือน 
- จากอาคันตุกะประจำ มาเป็นคนวัด หรือเป็นอารามิก ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔ เดือนอีกเช่นกัน 
แล้วจากคนวัด หรืออารามิก ก็ต้องสมาทานศีล ๘ เคร่งครัดและต้องใช้เวลาฝึกอีกไม่น้อยกว่า ๑ ปี
- จากนั้น จึงนำผู้ประสงค์บวชนั้นเข้าหมู่สงฆ์ ๆ จะซักฟอก จนหมดข้อกังขา แล้วผ่านโหวตโดยมีการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ขึ้นไปเป็น ผู้ปฏิบัติ อีกไม่น้อยกว่า ๔ เดือน
- เป็นผู้ปฏิบัติครบเวลาแล้ว จากนั้นนำเข้าหมู่สงฆ์อีกครั้ง สงฆ์ก็ซักฟอกจนหมดข้อกังขาแล้วผ่านโหวตลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์อีกครั้ง ก็ได้มาเป็น พ่อนาคอีกไม่น้อยกว่า ๔ เดือน
- หลังจากนั้นนำเข้าหมู่สงฆ์ต่อไป สงฆ์ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์แบบเดิมจนผ่านแล้ว จึงทำพิธีบรรพชารับศีล ๑๐ เป็นสามเณร อีกไม่น้อยกว่า ๔ เดือน
- ครั้นเมื่อครบเวลาแล้ว สามเณรท่านนั้นมีความจำนงค์จะอุปสมบท ก็นำเข้าหมู่สงฆ์ ๆ ผ่านโหวตลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ จึงมาเป็นอุปสมบทเป็นสมณะ หรือ พระภิกษุในทางพระพุทธศาสนาโดยประกอบพิธีดังเช่น คณะสงฆ์ปฏิบัติ ดังที่พบเห็นทั่ว ๆ ไป จะต่างบ้างก็คือ มีการรับศีล ๔๓ ข้อและการทำพิธีจะแปลเป็นภาษาไทย
- เมื่ออุปสมบทจะทำงานศาสนายังไม่ได้ทันที จะส่งไปเรียนพระธรรมวินัย ณ พุทธสถานที่เตรียมไว้สำหรับสมณะใหม่โดยมีครูบาอาจารย์คอยอบรม ดูแล อีก ๕ ปี เป็นอย่างน้อย ในระหว่าง ๕ ปี อาจจะมีการนำมาฝึกทำงานบ้าง...
นี่กล่าวขั้นตอน โดยย่อ ๆ ให้ทราบเท่านั้นนะ...ตามประเด็นที่ ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์ ตั้งประเด็นสงสัย
                  ส่วนพฤติกรรมที่ ท่านทนายพิชา วิจิตรศิลป์ ตั้งประเด็นว่า... อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า กลุ่มสันติอโศก สนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้มีการล้มล้างรัฐบาล หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้วย " ข้อนี้ ไม่มีความรู้ และให้ผู้อ่านตรองกันเอง ก็แล้วแต่จะแยกแยะ ว่า กล่าวถึงในลักษณะใด ? ก็ต้องทำความเข้าใจกันเอง
                     และความเห็นของท่านทนายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ที่ว่า การที่กลุ่มของสันติอโศก ยังมีการทำพฤติกรรมที่เลียนแบบสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกบิณฑบาต หรือการสมาทานศีลก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความผิดทั้งนั้น ถ้าปล่อยไว้แบบนี้นานๆ ไปจะยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อม และคนก็จะไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา.... 
เรื่องนี้ เป็นความรู้สึกที่ต้องขอขอบคุณมากที่สะท้อนออกมา  หากก็ต้องบอกว่า นี่เป็นเพีงความเห็นต่างจากผู้ที่เรียนรู้ด้านกฏหมายเพียงหนึ่งท่านเท่านั้น ไม่ได้คิดดูถูกความเห็นนะ แต่เพราะปรากฏตามจริงโดยปกติทั่วไป ผู้ที่เรียนกฏหมายมาเหมือน ๆ กัน ก็ยังสามารถมีความเห็นที่ต่างกันไป หรือ อาจจะตรงกันข้ามกันก็ยังได้แม้ในเรื่องเดียวกัน นี้..เป็นความงดงามความคิด ในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในแบบฉบับของไทย ๆซึ่งความคิดเห็นที่ต่างกันนี้ เป็นได้  และในทางพระพุทธศาสนาก็เฉกเช่นเดียวกัน ย่อมมีความเข้าใจที่ต่างกันได้ แม้ในพระวินัยข้อเดียวกัน แต่ที่แน่ ๆ และเหมือนกัน ก็คือ การตั้งใจช่วยกันทำความจริง ความโปร่งใสตรงไป - ตรงมา ในการประพฤติ - ปฏิบัติ - อย่างเอาจริงและเป็นรูปธรรมให้ สัมผัสได้ทั้งต่อหน้า และลับหลังในการสืบทอดพระพุทธศาสนาว่า...ใครนั้น จะมีชัดเจนมากกว่ากันอย่างเป็นรูปธรรมทั้งแนวลึกซึ้งหยั่งลงสู่ปรมัตถ์และแนวกว้างที่ศาสนิกชนนำมาปฏิบัติจนเป็นรูปธรรมด้วยเห็นพลังแห่งการปฏิบัติและการนับถือหยั่งลงสู่ใจหากนำมาเทียบเคียงแม้เพียงแค่รูปธรรมภายนอก ก็น่าจะเป็นคำตอบได้ แล้วเรื่องนี้ ก็จะเป็นคำตอบยืนยันชัดเจนจริง ๆ แท้ ๆ ว่า หากปล่อยพฤติกรรมนั้น ๆ ไว้แบบนานๆ ไป จะยิ่งทำให้ศาสนาเสื่อม และคนก็จะไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา...ได้แท้จริง  ข้อนี้ เราต้องมาตรวจดูในความเป็นชาวพุทธในเรากันเองก่อนว่า ใช่...หรือไม่ ? 
ก็มาให้ความเห็นในกระทู้ อย่างยาวมาก เพียงเท่านี้ ขออภัย และขอขอบคุณมาก

แสดงความคิดเห็น