วงเข้าพรรษานี้ “สถาบันวิมุตตยาลัย” (Vimuttayalaya Institute) ซึ่งเป็นสถาบันการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกที่ผู้เขียนตั้งขึ้นมา จะเปิดสอนวิชาพิเศษขึ้นมาวิชาหนึ่ง นั่นคือ วิชา “Kilesa Management” หรือวิชา “การบริหารจัดการกิเลส” รับสมัครบุคคลทั่วไปเข้าศึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
สาเหตุที่ผู้เขียนคิดเปิดสอนวิชานี้ ก็เพราะมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบการศึกษาไทยเท่าที่เป็นอยู่ หรือระบบการศึกษาของโลกทั้งหมดก็ว่าได้ ล้วนเป็นระบบการศึกษาที่เน้น “การทำมาหากิน” เป็นสำคัญ โดยหลงลืมไปว่ามนุษย์นั้น ทำมาหากินอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องมีการ “ทำมาหาธรรม” ด้วย
ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์ “วิ่งตามกิเลส” มากกว่าที่จะ “หยุดกิเลส” คนยิ่งได้รับการศึกษา กิเลสจึงยิ่งทวีความซับซ้อน คนมีการศึกษาสูงขึ้นเพียงใด กิเลสก็ออกลวดลายเพริศแพร้วร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมมากขึ้นเพียงนั้น
ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกให้ “รอด” โดยมองข้ามคุณภาพของการอยู่รอด และนั่นจึงเป็นที่มาให้มนุษย์ที่คิดแต่จะเอาตัวรอดบนพื้นฐานของความเห็นแก่ตัว มนุษย์พากันทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองรอดโดยไม่คำนึงว่า ระหว่างทางเพื่อสร้างความอยู่รอดนั้น จะต้องเบียดเบียนใคร หรืออะไรบ้าง
ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น เน้นให้มนุษย์ศึกษาแต่เรื่อง “นอกตัว” ไกลออกไปเรื่อยๆ เราศึกษากันไกลออกไปจนถึงขนาดรู้รายละเอียดของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อุกกาบาต ดาวหาง และระบบสุริยจักรวาล กาล อวกาศ และอะตอม ดีเอ็นเอ พันธุกรรม การโคลนนิง ฯลฯ
วิทยาการของโลกในด้านวิทยาศาสตร์นั้น นับว่าก้าวไปไกลถึงขนาดรู้ล่วงหน้าว่าหากมีดาวหาง หรืออุกกาบาตจากนอกโลกจะโคจรเข้ามาสู่วิถีโลกและจะเกิดการพุ่งชนโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า เราก็สามารถป้องกันได้ทัน แต่แล้ว การศึกษาที่รู้สารพัดรู้เรื่องนอกตัวอย่างนี้เอง กลับไม่สามารถทำให้มนุษย์รู้เรื่อง “ในตัว” เช่น ณ ปัจจุบันขณะ จิตกำลังกระเพื่อมด้วยอิทธิพลของความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ด้วยความแรงกี่ริกเตอร์
พอเรารู้สารพัดรู้ แต่ไม่รู้เรื่องภายในตัวเอง มนุษย์จึงได้ใช้ความรู้เหล่านี้เอง ทั้งสร้างสรรค์และทำลายตัวเองและทำลายโลกไปพร้อมๆ กัน
สังคมไทยของเราเวลานี้ มากไปด้วยคนที่รู้สารพัดรู้ แต่ไม่รู้จักกิเลสของตัวเอง ความยุ่งเหยิงวุ่นวายถึงได้เกิดขึ้นกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น สอนให้มนุษย์มีทักษะในการ “เอา” จากคนอื่น สิ่งอื่น มากกว่าการเป็นผู้ “ให้” แก่คนอื่นและแก่สิ่งอื่น ทรัพยากรของโลกจึงถูกนำมาใช้อย่างไม่ปราณีปราศรัยเป็นเหตุให้โลกหายนะอย่างรวดเร็ว
ระบบการศึกษาทั่วไปนั้น สอนให้มนุษย์บริหารจัดการอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่แล้ว กลับหลงลืมเรื่องการ “บริหารจัดการกิเลส” ที่อยู่ภายในใจตน
ระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเน้นไปที่การรู้จัก “บริหารจัดการกิเลส” ภายในใจตนเป็นสำคัญ เมื่อรู้จักตน ก็รู้จักโลก และรู้ที่จะอยู่ในโลกอย่างมีความสุข และอยู่ในโลกอย่างมีคุณภาพ
การอยู่ในโลกอย่าง “มีคุณภาพ” เป็นเป้าหมายหนึ่งของการศึกษาแนวพุทธ
คนที่รู้จักตน รู้จักกิเลสอย่างถ่องแท้ จะเรียนรู้ถึงวิธีที่จะบริหาร “ชีวิต” และบริหาร “กิเลส” ให้เกิดสมดุล
ดังนั้น นิยามของคำว่า “การศึกษา” ในพระพุทธศาสนาจึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากนิยามของการศึกษาแบบโลกๆ
ในพุทธศาสนา เรานิยามความหมายของการศึกษาว่า “การรู้จักตัวเอง” ทั้งนี้ บทนิยามดังกล่าวมีรากศัพท์ตามหลักทางภาษาศาสตร์ว่า “สยํ อิกขตีตี = สิกขา” แปลว่า “การรู้จักตัวเอง, (หรือ) การมองเห็นตัวเอง คือ การศึกษา”
ในบรรดานักการศึกษาคนสำคัญของโลกนั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นับว่าเป็นนักการศึกษาที่โลกยกย่องคนหนึ่ง ช่วงชีวิตของไอน์สไตน์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสนใจเรื่องปรัชญาการศึกษาและสันติภาพโลกมาก
วันหนึ่ง ไอน์สไตน์ได้รับจดหมายจากประเทศอิสราเอล ขอเชิญให้เขาไปรับตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ของประเทศนั้น
สำหรับคนทั่วไป ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่าง “ประธานาธิบดี” หรือ “นายกรัฐมนตรี” นั้น ใครๆ ก็คงตาลุกวาวกับตำแหน่งนี้ และปรารถนาว่า สักวันหนึ่งต้องก้าวไปให้ถึง ยิ่งจู่ๆ ก็มีคนจัดตำแหน่งนี้ใส่พานมาให้ด้วยแล้ว ที่จะให้ปฏิเสธเสียเลยนั้น มันทำได้ยากเหลือแสน แต่ไอน์สไตน์ไม่ใช่คนทั่วไป เขารู้จักตัวเองเป็นอย่างดีว่า ตัวเขาเกิดมาเพื่อสิ่งใด และมีความถนัดในชีวิตในเรื่องใด
ไอน์ไสตน์เคยเป็นเจ้าของวาทะ
“การเมืองเป็นเรื่องวูบไหว แต่สมการเป็นเรื่องแน่นอน”
ดังนั้น เขาจึงตอบปฏิเสธจดหมายเชิญอันทรงเกียรตินั้นด้วยวาทะนุ่มๆ ว่า “ข้าพเจ้าขอบใจสำหรับความไว้วางใจ แต่ข้าพเจ้าไม่รับทำงานที่ตนเองไม่มีความถนัด”
ไอน์สไตน์ เป็นคนที่ “รู้จักตัวเอง” ตามนิยามการศึกษาแนวพุทธ แม้ไม่ใช่การรู้จักตนเองในลักษณะตื่นรู้ดูใจ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้จักตัวเองในระดับโลกิยะหรือระดับความถนัดส่วนตัวว่า ตนเองนั้นมี “ศักยภาพ” แค่ไหน และเหมาะสมแก่ภารกิจในเรื่องใดมากที่สุด
การรู้จักตัวเองแม้ในทางโลก ก็ยังมีคุณูปการมหาศาลที่สามารถจะทำให้มนุษย์รู้จัก “จัดวาง” ตนเองไว้ในตำแหน่งแห่งที่อันเหมาะสมแก่ตนถึงเพียงนี้ จึงไม่จำต้องกล่าวถึงการรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งผ่านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โลกของเราเวลานี้ เต็มไปด้วยคนที่ไม่รู้จักตัวเอง ที่กำลังแสดงบทบาทอยู่ในเวทีต่างๆ อย่างมากมาย และโดยมากเป็นการแสดงอย่างชนิดตีบทไม่แตก เมื่อตีบทไม่แตก ไม่รู้ว่า ตนควรบริหารจัดการตนเองอย่างไร คนเหล่านั้นแม้จะประสบความสำเร็จในการทำมาหากินทั่วๆ ไป แต่กลับล้มเหลวในฐานะที่เป็นมนุษย์
สังคมไทยและมนุษยชาติ จำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่จะทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง เพราะหากเรายังคงวิ่งตามระบบการศึกษากระแสหลักไปเรื่อยๆ เช่นนี้ วันเวลาหายนะของมนุษยชาติและของโลก คงจะมาถึงเร็วชนิดตั้งตัวอย่างไร ก็รับมือกันไม่ทัน
ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่าน ว.วชิรเมธี ได้ที่ wvmedhi @ yahoo.com
เช่นกันค่ะ อยากทราบรายละเอียดและ วันเวลา สถานที่ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ
wayakorn_n@hotmail.com
สนใจ และอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมค่ะ
ช่วงเวลา สถานที่
ขอบพระคุณค่ะ
สุจิรา คงคาประเสริฐ
ksujira@gmail.com
เห็นชื่อหลักสูตร และองค์บรรยาย ก็น่าสนใจแล้ว ต้องการรายละเอียดระยะเวลาการอบรม สถานที่ และขั้นตอนการรับสมัคร จำนวนผู้รับการอบรม และจำนวนรุ่น ด้วย
แสดงความคิดเห็น