โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 10 ถ.เพทราชา ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี
(อยู่ติดกับพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ทางด้านทิศใต้) เป็นที่กล่าวขานกันใน จ.ลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียงว่า เป็นโรงเรียนราษฎร์ในอันดับแนวหน้าของ จ.ลพบุรี ในแต่ละปีผู้ปกครองต้องส่งเด็กมาสมัครสอบเข้าเรียนต่อ ทั้งระดับชั้นมัธยมต้น และมัธยมปลาย โดยมีอัตราการแข่งขันสูงถึง 1 ต่อ 20
ใครจะคิดว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา (วัดกวิศรารามราชวรวิหาร) สังกัดสำนักบริหารงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยมี พระวิสุทธิ์พุทธิศาสตร์ เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ รวมทั้งเป็นผู้อำนวยการด้วย
"วัดกวิศรารามราชวรวิหาร กับโรงเรียนวินิตศึกษา จะต้องร่วมสุขร่วมทุกข์ เพื่อความอยู่รอดด้วยกัน และเพื่อความมั่นคงของพระศาสนากับการศึกษา ความปลอดภัยของชาติ ศาสนายั่งยืนตลอดไป ผู้สร้างความแตกแยกระหว่างวัดกับโรงเรียน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายพระศาสนา และการศึกษาตัวเองจะต้องประสบกับความพินาศอย่างย่อยยับหาชิ้นดีมิได้ ที่สำคัญคือ เด็กวินิตต้องมีวินัย" นี่คือปณิธานในการจัดตั้งโรงเรียนของพระวิสุทธิ์พุทธิศาสตร์
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับวัดนั้น พระวิสุทธิ์พุทธิศาสตร์บอกว่า มีอยู่ 3 ข้อ คือ
1.วัดพึงส่งเสริม สนับสนุน และอุปกรณ์ในโรงเรียน ด้วยความสำนึกว่า โรงเรียนเป็นสมบัติของวัด คนของโรงเรียนเป็นคนของวัด งานของโรงเรียนเป็นงานของวัด
2.โรงเรียนพึงช่วยเหลือ สนับสนุน และอุปถัมภ์วัด ด้วยความสำนึกว่า วัดคือต้นสังกัดของโรงเรียนและ
3.วัดพึงสำนึกว่า จะอยู่ได้เจริญงอกงามเพราะมีโรงเรียน และโรงเรียนจงสำนึกว่า จะอยู่ได้สบายเพราะมีวัด เพราะทั้งวัดทั้งโรงเรียน เป็นเหมือนบุคคลคนเดียวกัน การศึกษากับศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน
สำหรับความเป็นมาของโรงเรียนนั้น พระวิสุทธิ์พุทธิศาสตร์ เล่าว่า โรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2489 โดย พระพุทธวรญาณ (กิตติ บัวอ่อน ปธ.8) อดีตเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีกับ คณะศิษย์ 4 คน จัดตั้งโรงเรียนวินิตศึกษาขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้รับการศึกษา ควบคู่ไปกับการฝึกอบรม คุณธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ให้สามารถประกอบสัมมาอาชีพได้ และดำรงตนอยู่ในสังคมด้วยคุณธรรมอันดี เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 120 คน ครู 7 คน ใช้ศาลาวัดกวิศราราม และอาคารสถานที่ของวัดเป็นที่เรียน โดยท่านเป็นผู้อำนวยการ และมี ครูประพันธ์ ผลฉาย เป็นครูใหญ่ โดยปัจจุบันนี้มีนักเรียนกว่า 4,000 คน
พ.ศ.2492 กระทรวงศึกษาธิการให้การรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล ภายหลังจากได้ดำเนินการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาได้เพียง 3 ปี และย้ายสถานที่เรียนมาสร้างอาคารถาวรด้านหลังวัด ซึ่งเป็นอาคารเรียนปัจจุบัน โดยมี อาจารย์ประพัฒน์ ตรีณรงค์ เป็นครูใหญ่คนที่ 2 (ต่อจากอาจารย์ ประพันธ์ ผลฉาย)
พร้อมกันนี้ได้เปิดสอนชั้น ม.4-ม.6 (ม.ศ.1-ม.ศ.3 ปัจจุบัน) ในนาม โรงเรียนวิทยาประสิทธิ์ (เพราะการจะเปิดชั้นเรียนเพิ่มสูงขึ้นนั้น เปิดในโรงเรียนเดิมซึ่งได้รับการรับรองวิทยฐานะแล้วไม่ได้ตามระเบียบ ของกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น) มี อาจารย์ชั้น ปานบัว เป็นครูใหญ่
โรงเรียนนี้เปิดสอนไม่นาน กระทรวงศึกษาธิการได้รับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2495 และหลังจากนั้นได้ยุบเป็น "โรงเรียนวินิตศึกษา" แต่เพียงโรงเรียนเดียว โดยมี หลวงพ่อพระพุทธวรญาณ รักษาการตำแหน่งครูใหญ่อยู่ 2 ปี
ต่อจากนั้น อาจารย์จันทร์ บัวสนธิ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ต่อมา จนสิ้นสุดปีการศึกษา 2538 ชั้นเรียนเดิม ซึ่งเคยมีตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมปีที่ 6 เปลี่ยนเป็นตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 5 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามระบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงใหม่ และได้เปิดชั้น ม.ศ.4 ม.ศ.5 และ ม.ศ.6 พ.ศ. 2493 ได้โอนเข้าเป็นสมบัติของของ กวิศรารามมูลนิธิ และได้โอนเป็นของวัดกวิศราราม ปี พ.ศ. 2530 โรงเรียนวินิตศึกษาจึงมีฐานะเป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาโดย สมบูรณ์
เหตุคนแย่งเข้า
นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเคยเป็นเด็กวัดกวิศฯ เมื่อครั้งหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ เป็นเจ้าอาวาส และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวินิตศึกษา บอกว่า เข้าเรียนที่นี่เมื่อปี 2508 โดยเป็นเด็กวัดกวิศฯ
ในช่วงนั้น หลวงพ่อผู้ก่อตั้งโรงเรียนท่านมีความสนใจทางด้านการศึกษามาก ทุกๆ วันหากท่านมีเวลาว่าง ก็จะลงมาอบรมนักเรียนด้วยตัวเอง
เหตุที่โรงเรียนวัดได้รับความนิยม เพราะพระผู้เป็นเจ้าของให้ความสนใจ เรียกว่าดีกว่าฆราวาสด้วยซ้ำ โรงเรียนการกุศลของวัดแห่งอื่นๆ เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่วินิตศึกษาได้ยินชื่อมาก่อนที่จะเข้าเรียนว่า นักเรียนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้จำนวนมาก และเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ปัจจุบันนี้ พระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสืบทอดเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสรูปเดิมไว้อย่าง มั่นคง
ในขณะที่ นายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) บอกว่า ในช่วงที่เรียนชั้นมัธยมนั้น เป็นเด็กวัดมาตลอด เมื่อปี 2509 เคยมาเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนเทศบาลวัดกวิศฯ
เหตุที่โรงเรียนวัดแห่งนี้ได้รับความนิยม ต้องยอมรับว่า พระผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่เน้นเรื่องวินัยเป็นหลัก ตามชื่อของโรงเรียน เมื่อเด็กมีวินัย สิ่งดีๆ ก็ตามมาเอง โรงเรียนนี้ถือว่าเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนวัดบางแห่งให้ความสำคัญพระน้อยลง หรือบางแห่งถึงขั้นว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญพระเลย เมื่อโรงเรียนห่างวัดเด็กก็ห่างวัด เมื่อเด็กห่างวัดความมีศีลธรรม ความมีระเบียบวินัยก็ถอยห่างไปด้วย ทั้งๆ ที่ชื่อของโรงเรียนก็เป็นชื่อเดียวกับวัด รวมทั้งโรงเรียนก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัด ครูและพระต่างก็เป็นผู้ให้ความรู้เหมือนกัน ขณะเดียวกันต่างก็มีลูกศิษย์กลุ่มเดียวกัน เมื่อใดหันมาร่วมมือกันเชื่อว่าการศึกษาของเยาวชนน่าจะดีกว่านี้โดยเฉพาะ ด้านศีลธรรม
แสดงความคิดเห็น