ประกาศจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

ขอเชิญเพื่อสมาชิกชาว phrathai.net  ทุกท่านเข้าไปตรวจดูประกาศจากแม่กองธรรมนามหลวงได้แล้วครับ ที่  http://www.gongtham.org/news.php

  

กำหนดวันสอบธรรมสนามหลวง ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๑

           เนื่องจากปีการศึกษา ๒๕๕๑ นี้ มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งตรงกับกำหนดการสอบนักธรรมชั้นโท - เอก และธรรมศึกษาทุกชั้นตามปกติของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง คือ วันแรม ๒ - ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี เพื่อให้วัดทั่วพระราชอาณาจักรร่วมจัดงานโดยเสด็จพระราชกุศลพระราชพิธีดังกล่าว สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม จึงเลื่อนกำหนดการสอบนักธรรมชั้นโท-เอก และธรรมศึกษาทุกชั้นออกไป และมีกำหนดให้นักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาเข้าสอบวัดความรู้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร ในวันและเวลา ดังต่อไปนี้

นักธรรมชั้นตรี

          วันพุธ ที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
          วันพฤหัสบดี ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาธรรม
          วันศุกร์ ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาพุทธ
          วันเสาร์ ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ( ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาวินัย

นักธรรมชั้นโท - เอก

          วันศุกร์ ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
          วันเสาร์ ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาธรรม
          วันอาทิตย์ ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาพุทธ
          วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๖ . ๐๐ น . สอบวิชาวินัย

ธรรมศึกษาชั้นตรี - โท - เอก

          วันอังคาร ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ( แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ )
                    เวลา ๐๘ . ๐๐ น . - ๑๑ . ๓๐ น . สอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม
                    เวลา ๑๓ . ๐๐ น . - ๑๓ . ๕๐ น . สอบวิชาธรรม
                    เวลา ๑๔ . ๐๐ น . - ๑๔ . ๕๐ น . สอบวิชาพุทธ
                    เวลา ๑๕ . ๐๐ น . - ๑๕ . ๕๐ น . สอบวิชาวินัย

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

๓๑ กรกฎาคม  ๒๕๕๑

สวัสดีค่ะ..ครั้งนึงเมื่อปีที่แล้วข้าพเจ้าได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนอาชีวแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีนี้เอง...ในปีที่ข้าพเจ้าไดเข้าไปสอนได้มีการจัดการสอบนักธรรมตี โท เอก ขึ้น โดยทางโรงเรียนแห่งนี้ได้มีการจัดให้นักเรียนได้เข้าสอบ และโดยก่อนสอบได้จัดให้มีพระอาจาย์ที่วัด...แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับถนนวิภาวดีมาเป็นพระอาจารย์ในการติวนักเรียน...

เรื่องนี้สะเทือนใจข้าพเจ้าตรงที่ว่าในวันสอบ...ข้าพเจ้าเป็นคนนึงที่ต้องคุมสอบนักเรียนที่เข้าสอบซึ่งก็คือเด็กในโรงเรียนแห่งนั้นเอง..ก่อนทำการสอบข้าพเจ้าได้เข้าไปฟังวิธีการแจกข้อสอบก่อนที่จะนำข้อสอบไปให้เด็กสอบ....ช่วงเช้าถ้าจำไม่ผิดเป็นการสอบกระทู้ธรรม...ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรมากมาย....

ช่วงบ่าย..เป็นการสอบข้อสอบปรนัย..เหมือนเคย..ก่อนสอบต้องเข้าไปนั่งฟังวิธีการแจกข้อสอบเหมือนช่วงเช้า...แต่ต่างกันตรงที่ว่าในข้อสอบแต่ละชุดทางโรงเรียนได้ปริ๊นคำตอบเรียงเป็นรายข้อและให้แนบไปให้เด็กที่สอบเพื่อทำการสอบสำหรับเด็กที่สอบนักธรรมโท เอก ส่วนที่สอบนักธรรมตรีมีเด็กสอบเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางโรงเรียนจึงไม่สามารถทำสำเนาได้ทันเพื่อให้ครบจำนวนเด็กที่เข้าสอบ...ทางโรงเรียนจึงได้แจกเฉลยให้กับครูที่คุมสอบ 1 ชุดเพื่อให้ทำอย่างไรก็ได้ให้นักเรียนรู้เฉลยจะได้ทำข้อสอบได้..(เฉลยที่ได้มาทางอาจารย์ผู้ควบคุมการสอบบอกว่าทางพระอาจารย์ส่งเมล์มาให้)

หลังจากสอบเสร็จ ข้าพเจ้าได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทางผู้บริหารทราบ..แต่ผู้บริหารตอบว่าไม่ทราบเหมือนกันแล้วจะทำการตรวจสอบให้...หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน

มารู้อีกครั้งก็ตอนที่ประกาศผลสอบนักธรรม..มีนักเรียนสอบได้เยอะมาก...เด็กๆดีใจมากที่สอบผ่าน..แต่ในความดีใจนั้นเอง..เด็กๆก็พูดกันไปต่างๆนานาว่า..ไม่เห็นต้องอ่านอะไรก็สอบได้...บางคนก็พูดกับเพื่อนว่าทำไมไม่เข้าสอบเค้ามีเฉลยมาให้ดูไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือก็ได้ใบประกาศมาแล้ว..โคตรง่ายเลย

ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจในการสอบโดยวิธีการเยี่ยงนี้อย่างยิ่ง...นี่หรือคือการสอบนักธรรม...แต่ถ้าคณะผู้จัดการสอบจะยังเห็นเรื่องการสอบด้วยวิธีนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยและยังเพิกเฉยไม่มีวิธีการควบคุมการสอบในครั้งต่อไปให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีได้...แล้วเยาวชนของชาติจะเป็นอย่างไร

ด้วยความเคารพอย่างสูง...

เจริญพร อาตมากำลังนอนสบายอยู่ทีเดียว รบกวนกันจังเลย ว่าพระอยากเป็นอ้ายนั้นอ้ายนี้ หาว่าช้าบ้าง หาว่าหรอกบ้าง อันนี้เป็นความอยากของโยมเหมือนกันไม่ใช่หรือ สอนไปโยมก็สอบไป สอบรู้ผลช้าหรือเร็ว ไม่ใช้ตัวปัญหา ตัวปัญหาคือคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ถามว่ารู้ผลแล้วมันได้อะไร ในความหมายของการเรียน เรียนเพื่อให้รู้และนำไปปฏิบัติ หิริคืออะไร โอตะปะคืออะไร ยังไม่รู้จักแก่นแท้เลย เสียเวลาเป็นครูสอน

ทำไมดูผลสอบไม่ได้อ่ะ
ดูทุกปีเลย
ไม่เหนมี

หัดดูเว็บอื่นบ้างดิ
พัฒนาบ้างดิ

เซ็ง~

เข้าไม่เคยได้ตรวจผลสอบก็ไมมีข้อมูล(พัฒนากันบ้างซิ)

ไม่เคยพัฒนาเลยจริงๆ

ขอคิดคนนะท่านผู้เจริญ
การตรวจข้อแย่มากครับท่าน มัวทำอะไรอยู่ไม่รู้ใช่ไหมว่าคนทั้งโลกเขาอยากรู้ คิดอะไรกัน ทำอะไรกันอยู่ จึงช้างุ่มง้าม เหมือนคนสิ้นหวังในการทำงาน เด็กๆเขารอๆๆๆอยู่ ปิดเทอมแล้วก้ยังไม่รู้ เด็กบอกว่า เบื่อจะรอแล้ว ถ้าปีหน้าทำอยู่อย่างนี้ จะไม่สอบให้เสียเวลาเลย คณะสงฆ์ไม่เห็นทำอะไรให้ถูกใจเด็กๆเลย หรอกให้สอบแล้ว ยังหรอกให้รออีก อย่างนี้ไม่แย่ ไม่รู้แบบไหนจะกว่านี้ครับ

ทำไมเข้าดูผลสอบธรรมศึกษาไม่ได้ครับ

ธรรมศึกษาชั้นตรีทำไมหาในการประกาศของแม่กองธรรมสนามหลวงของส่วนภูมิภาคไม่เจอเลยครับท่านผู้รู้ตอบหน่อยนะครับ
จาก พะหน้อยบ้านนอก

จริง ๆ ครับ ช้ามาก ๆเลยครับ

ทีหลังออกผลสอบให้มันเร็วๆๆหน่อยได้ป่าวครับรู้ป่าว Speed Up อ่ะ มีป่ะครับ ท่านคณะกรรมการ กว่าจะออกได้ต้องรอจนเข้ามะอยากรู้ถึงออก

หรือถ้าคิดว่าทำงานได้เร็วแค่นี้ก็ออกไปเลย ไม่ได้ไล่นะครับ แต่ไม่อยากให้สังคมพระเณรเรา เชื่องช้า ยิ่งกว่าเต่าอีกบางที   ให้คนที่เขามีความสามารถเข้ามาทำงานดีกว่า

และก็อีกเรื่องที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไรคือ การตรวจข้อสอบของพวกท่านนั้นควรอ่านให้ดีก่อน ไม่ใช้อ่านอยู่หน่อยหนึ่งแล้วก็คิดว่ามันผิด หรือไม่ถูก แล้วให้คะแนนส่งๆ ไม่ตรวจให้ดีๆ โดยเฉพาะพระที่ไปตรวจใหม่ทำแบบว่า ตัวเองนั้นเก่ง อยากลองวิชาตรวจแบบ 500 แผ่น ภายใน ครึ่งชั่วโมงนั้นก็ไม่ดีนะครับ

ผมก็ฝากไว้แน้นะครับ ใครที่เห็นด้วยกับผมก็ช่วยกันโพสหรือแสดงความคิดเห็นอีกนะครับ

ขอให้ทีมงานมีความสุขในปีใหม่นี้นะครับ

ข้าพคิดว่าการศึกษาของคณะสังฆ์ของเราทั้งนักธรรมและบาลีอาจไปเจริญที่ชนบทก็อาจเป็นไปได้เพราะทุกวันนี้การเรียนของพระเณรที่บวชเข่ามาในพระพุทธศาสนา ปัญญาของคนเรียนก็มีหลายประเภทไม่เหมือนกันคนมีปัญญามาก บางก็มีปัญญาน้อยส่วนมากพระผู้ใหญ่จะไม่เห็นความสำคัญของพระเณรที่มีปัญญาน้อยดอกคับ หันไปสนใจคนมีปัญญามากเสียกว่าทำให้การเรียนในพระพุทธศาสนาน้อยลงไปทุกวัน การสอบก็ได้น้อยเพราะพระผู้ใหญ่ไม่สนใจคนมีปํญญาน้อย ไม่ค่อยใส่ใจกับเขาพวกนั้นทำไห้ไม่มีใครอยากจะบวชเรียน

ทำไมไม่แจ้งรายชื่อล่วงหน้านานๆจะได้เตรียมตัวถ้ายังไม้แจ้งก็ลาออกไปจะได้เอาคนอื่นมาแทนจำไวนะ

ทำไมประกาศผลสอบช้าจังทั้งที่ประกาศไว้วันที่5 พย แต่ทำไมทำงานช้าจัง ถ้าไม่ทำงานก็ลาออกไป ให้คนอื่นมาทำแทน

เราเป็นพระบ้านนอก ไร้การศึกษาไม่มี ดร. กับเขา เพราะวาสนาไม่ถึง ไม่มีตำแหน่งทางการปกครอง เรียกว่าเป็นพระหลวง ไม่ใช่หลวงตานะ ว่าไปจริง ๆ แล้ว ถูกที่ท่านเหล่านั้นเขียนมา เพราะผ่านมาสิบปีมานี้ การศึกษาสงฆ์มีแต่ลดลงลดลง จนถึงวันนี้บางอำเภอแทบไม่มีพระเณรจะมาสอบแล้ว แต่ท่านเจ้านายก็ยังสบายดี เพราะท่านสายสั้น สั้นจริง ๆ และไม่ยอมไปรักษา มองเห็นแต่รอบ ๆ กำแพงวัดเท่านั้นเอง แต่ละวันท่านก็มีภาระหน้าที่เฝ้าวัดเท่านั้น จะไปหวังอะไรจากท่านไม่ได้หรือ แม้แต่สมบัติส่วนตัวของท่านก็ยังรักษาไม่ได้ เคยได้ยินใช้ไหมว่า พระวัดนั้นถูกโจรมาลักโน้นลักนี้ไปอยู่บ่อย ๆ เป็นต้น แล้วท่านจะมีความสามารถอะไรไปใส่ใจคนอื่น เราละเห็นใจจริง ๆ เลย
คิดอีกที่จะไปเหมาว่าท่านทั้งหมดก็ใช่เรื่อง เพราะไม่มีหน่วยงานไหนไปใส่ใจท่านเหล่านั้นเลย เห็นใจท่านจริง ๆ โดยเฉพาะวัดบ้านนอกจะหาเงินเสียค่าไฟแต่ละเดือนก็ต้องขอเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านที่หากินไปวัน ๆ มาเสียค่าไฟให้ท่าน แล้วท่านที่เป็นนักบริหารไม่เห็นท่านใส่ใจเลย

     ตามที่หลายท่านได้แสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าระบบการศึกษาสงฆ์มันตัน พูดง่ายๆ คือไม่เป็นต้องการของตลาด แม้แต่ มส. (มหาเถรสมาคม) แทบไม่มีน้ำยาจัดการ การเรียนการสอน ส่วนใหญ่แล้วมุ่งเน้นไปที่ยศฐาบรรดาศักดิ์ ปีนี้จะเสนอพระครูกี่รูป (ชั้นตรี-โท-เอก) ใครจะเลื่อนเป็นเจ้าคุณบ้าง อยากรู้จริงตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มันเป็นแบบนี้หรือ นับวันทางพระผู้ใหญ้เองมองไปที่รูปนั้นๆ เป็นเด็กของใคร สายใคร โดยที่ไม่มองไปที่พระธรรมวินัยอันเป็นตัวบทของกฏหมาย คือพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ดีแลเว ชอบแล้ว แล้วนี้อะไร น่าเบื่อ ถึงจะอธิบายไปมากก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยวแปลง     ขอย้อนมาที่การศึกษาสงฆ์ ทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น คณะ มส. ไม่มีปัญญาจัดการสงฆ์แล้วหรือ ที่ต้องให้พระภิกษุสามเณรไปเรียนตามมหาวิทยาลัยดัง ไม่ว่าจะเป็น ม.มหิดล, ม.เชียงใหม่, ม.ราชภัฏ, ม.รามคำแหง,ม.สุโขทัย, และหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้ง ม.ของเอกชนก็เยอะ นี้แสดงว่าการศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาไม่เป็นที่รอบรับของพระพภิกษุใช่หรือไม่      มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีพระภิกษุไปเรียน เอกวิชาพระพุทธศาสนา ๑๕ รูป ญาติโยม ๑๑๓ คน (คณะเดี่ยว) แล้วที่เหลือไปเรียนอะไร....     บางรูป ไปเรียนนิติศาสตร์ บางรูปไปเรียนการเมืองการปกครอง บางรูปไปเรียนการเมืองระหว่าประเทศ บางรูปไปเรียนนิเทศาสตร์ บางรูปไปเรียนการบริหารการจัดการและการบัญชี บางรูปไปเรียนวิทยาการจัดการ บางรูปไปเรียนการเงินและการคลัง มันสุดยอดพระสงฆ์ไทยยุคอาจารย์เกี่ยวเป็นประธาน มส. ที่เหลืออีกสิบกว่ารูปรอรับแต่ผลประโยชน์จากศาสนสมบัติ นี้ยังไม่รวมที่แอบไปเรียนสายอาชีพ (ปวช.-ปวส.) ที่บางหน่วยรับำพระเณรเข้าเรียน จบมามีงานรองรับอีกต่างหาก คิดๆ ดูมันเท่ไปอีกอย่าง คือมันน่าคิด สำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงศีลทั้งหลายเข้าลักษณะที่ว่าข้างในอยากออก ข้างนอกนอกอยากเข้า ธรรมะธรรโม ไม่กระดิกหู แล้วต่อไปจะให้ใครเรียน
ไว้ไว้เป็นข้อคิด หลวงตาบ้านนอก ที่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าคุณ เพราะไม่มีเงินสู้กับผู้มีอิทธิพลได้

Member since:
26 March 2008
Last activity:
2 ปี 29 สัปดาห์

ความคิดเห็นผู้เยี่ยมชม เมื่อ 21 กย. 51
"ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสทั่วประเทศ นักธรรมตรี ๕๖% นักธรรมโท ๒๗ % ส่วนใหญ๋จบ ป.๔ ร้อยละ ๖๒ ... จบปริญญาตรี ร้อยละ ๓ แล้วจะเอาอะไรไปประกาศ หรือเทศนาสั่งสอนประชาชน นี้แหละคือความล้มเหลวของระบบการศึกษาสงฆ์ ที่มีมานานกว่า ๑๒๐ ปี หลักสูตร ๘๐ - ๙๐ ปีที่แล้วอย่างไร ปัจจุบันก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นับวันบุคคลากรทางศาสนาจะลดลงทุกๆ ปี "
เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไร  จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สังคายนาสงฆ์ไทยเพื่อการพัฒนา สักครั้ง(แค่ฝัน)
อีกมุมมองหนึ่ง     
1. ถ้าเป็นวัดเอกชน เจ้าอาวาสทำอะไรไม่ผิดหรอก เพราะวัดไทยปัจจุบันก็เหมือนร้านอาแป๊ อาโก ขายสินค้า ที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ดีๆนั่นเอง  ลองเปิดวิทยุ เอเอ็ม เอฟเอ็ม ฟังซิ พูดธรรมะ50 เรี่ยไรเงินเข้าวัด50 ธรรมะประเภทตายแล้วขึ้นสวรรค์ทุกสถานี  มันน่าจะเป็นวัดของชุมชนช่วยกันดูแล มากกว่าเรี่ยไรทั้งประเทศ ภิกขุจริงๆ  ญี่ปุ่นยิ่งน่าอนาถพระเจ้าอาวาสมีเมียได้ เมืองไทยคงใกล้เข้าไปแล้ว อีกไม่นานหรอก    
2. ถ้าเป็นวัดหลวง ผู้มีหัวใจในพุทธศาสนาที่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ และมหาเถรสมาคม สมควรยึดหลักการบริหารแบบสากล มาใช้กับคณะสงฆ์ไทย เช่นกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย เช่น    
2.1 พระเจ้าอาวาส ควรมีพื้นฐานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ไม่สมควรให้พระความรู้ต่ำมาบริหาร พระความรู้ต่ำ ชาวบ้านที่มีความรู้ที่ไหนอยากจะเข้าวัด เทศน์ทีไร ก็ป้วนเปี้ยนแต่นรกสวรรค์ ชาติก่อนชาติหน้า ทำบุญลูกเดียว น่าเบื่อๆๆ    
2.2 พระเจ้าอาวาส และพระระดับบริหารตั้งแต่ เจ้าคณะตำบลขึ้นไป จนถึงสมเด็จพระสังฆราช ควรเกษียณอายุนักบริหารไม่เกิน65 ถึง 70 ปีเป็นอย่างสูง อายุมากๆก็พยุงสังขารตัวเองไม่ไหว แล้วจะบริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ได้อย่างไร สติปัญญาไม่คล่องแคล่วเหมืนพระหนุ่มๆ  เกษียณแล้วมีตำแหน่งพระมหาเถระ จะได้พักผ่อน ปฏิบัติสมถะ วิปัสสนามุ่งพระนิพพานในชาตินี้ให้ได้

2.3 ควรมีสำนักบริหารของพระเจ้าคณะตำบล ไปจนถึงสำนักสมเด็จพระสังฆราชอย่างเป็นรูปธรรม  พระบริหารอยู่ติดวัด ผิดหลักการบริหาร และขัดหลักไตรลักษณ์ อย่างสิ้นเชิง เทศน์สอนชาวบ้านทั้งโลกีย์-โลกุตตรธรรม แต่ผู้สอนปฏิบัติไม่ได้ แล้วใครจะเชื่อ  พระบริหารต้องย้ายสำนักตามตำแหน่ง เมื่อถึงฤดูกาลโยกย้าย (พระสายเถรวาทตามอุดมคติไทย มาแต่ตัวอยู่แล้ว) บางวัดมีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล อยู่วัดเดียวกัน ไม่รู้จะบังคับบัญชากันอย่างไร  บางวัดเป็นเจ้าอาวาสธรรมดา แต่ต้องปกครองเจ้าคณะอำเภอ เพราะเจ้าอาวาสอาวุโสพรรษากว่าเจ้าคณะอำเภอ  ฯลฯ  คนที่เป็นข้าราชการจะรู้ดีว่า การบริหาร การปกครองคณะสงฆ์ไทย  หลวมๆพิลึก อยู่มาได้ตั้ง 76 ปี (2551-2475) เก่งอัศจรรย์
2.4 พระสงฆ์ ถือเป็นอาชีพนักบวชอาชีพหนึ่ง มีบทบาทเผยแผ่ และรักษาพระศาสนา ถ้าเปรียบเทียบตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เท่ากับปลัดกระทรวง จะทำให้การบริหารทั้งทางโลก และทางธรรมควบคู่กันไปเป็นปกติ มิใช่แยกส่วนอย่างปัจจุบัน เหมือนพระกับชาวบ้านอยู่คนละโลก    
2.5 หลักธรรมคำสั่งสอนในพระไตรปิฎก ควรเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้  ว่าวิทยาศาสตร์พิสูจน์สิ่งนอกกาย แล้วสามารถสร้างสรรค์เป็นเทคโนโลยีให้ประโยชน์ และมีความสุขทางวัตถุต่อกายตน เป็นสามิสสุข  ส่วนพระพุทธศาสนา พิสูจน์การเข้าถึงจิตวิญญาณ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา  ทำอย่างไรให้ผู้เข้าถึงไตรสิกขา ได้รับความสุขตั้งแต่ปกติสุขด้วยศีล  สงบสุขด้วยสมาธิ และบรมสุขด้วยปัญญา ที่เรียกว่า นิรามิสสุขให้ได้  ถ้าทำได้ดังนี้ย่อมได้ชื่อว่า  พุทธศาสนาเกื้อกูลวิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ก็เกื้อกูลพระพุทธศาสนาเช่นกัน    
2.6 ถึงเวลาแล้วที่มหาเถรสมาคมต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร การปกครองคณะสงฆ์ไทยให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ถ้านิ่งเมื่อไร เท่ากับหยุดอยู่กับที่ และจะถอยหลังล่มจมลงเรื่อยๆ  แต่ถ้าพัฒนาเมื่อใด  เมืองไทยไม่หยุดเท่านี้ จะเจริญรุ่งเรืองสถาพรนิรันดร์กาลจวบโลกสลาย นั่นแหละ

นับตั้งแต่ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ตาม พรบ. คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ แก้ไข พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เนื้องหาส่วนใหญ่ เน้นแต่การปกคอง การก่อสร้าง ส่วนการศึกษา แทบไม่มีมาตรไหนระบุที่คณะจัดการศึกษาที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสายนักธรรม - สายบาลี พอๆ กัน เข้าลักษณะที่ว่าต่างคนต่างทำ แม้แต่แม่กองเอง อย่างเก่งแค่วัดผลประจำปี (จัดสอบ) ไม่รู้ว่าตามหัวเมืองหรือต่างจังหวัดเรียนจบ หรือเรียนเป็นกิจลักษณะหรือไม่ หรืออย่างเก่งออกระเบียบให้เจ้าอาวาสกวดขันให้พระเณรศึกษาพระธรรมวินัย ที่ไหนได้ ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสทั่วประเทศ นักธรรมตรี ๕๖% นักธรรมโท ๒๗ % ส่วนใหญ๋จบ ป.๔ ร้อยละ ๖๒ ... จบปริญญาตรี ร้อยละ ๓ แล้วจะเอาอะไรไปประกาศ หรือเทศนาสั่งสอนประชาชน นี้แหละคือความล้มเหลวของระบบการศึกษาสงฆ์ ที่มีมานานกว่า ๑๒๐ ปี หลักสูตร ๘๐ - ๙๐ ปีที่แล้วอย่างไร ปัจจุบันก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นับวันบุคคลากรทางศษสนาจะลดลงทุกๆ ปี โดยที่แม่กอง หรือผู้มีอาจใน มส. ทั้งหลาย ยังไม่มีมาตรการณ์รองรับ เข้าลักษณะที่ว่า " เรียนนักธรรมบาลีดีแค่อยู่ เป็นพระครูเป็นเจ้าคุณเป็นมหา สึกออกไปผลที่ได้คือไถนา อนิจจาการศึกษาสงฆ์แค่นี้เอง " ขอขอบใจ จาก จัวน้อย บ้านนอก