พระราชปรีชามุนี เสาเสมากาฬสินธุ์

"กาฬสินธุ์" เป็นเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่ง มีหลักฐานแสดงอารยธรรมเก่าแก่กว่า 1,600 ปี งดงามด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และมรดกทางวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษตกทอดให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาจนทุกวันนี้ รวมทั้งมีวัดเก่าแก่นับร้อยแห่ง ถือเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดจนศิลปกรรมทางด้านศาสนาเฟื่องฟูอย่างชัดเจน

ทำให้แดนดินถิ่นนี้อบอวลไปด้วยความเงียบสงบร่มเย็น เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมืองกาฬสินธุ์จะมีพระสงฆ์อันคู่ควรแก่การกราบไหว้เป็นมงคลชีวิตอยู่จำนวนหลายรูปด้วยกัน

"พระราชปรีชามุนี" ก็เป็นพระเถระในจำนวนนั้น โดยอุปนิสัยเป็นสมณะชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ไม่เน้นการสร้างวัตถุมงคลหรือถาวรวัตถุ แต่เน้นการสร้างทรัพยากรบุคคล โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสำคัญ

ปัจจุบัน พระราชปรีชามุนี (ปราชญ์ อักกโชโต) สิริอายุ 63 ปี พรรษา 42 ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดกลาง พระอารามหลวง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายมหานิกาย

ได้รับการยกย่องว่าปกครองและจัดระเบียบการบริหารงานของคณะสงฆ์ใน จ.กาฬสินธุ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า นายปราชญ์ ญาณผาด เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม 2487 ณ บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 5 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายกอง และนางเหลียม ญาณผาด

ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้ชีวิตในวัยเด็กต้องเรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ป.4 ก่อนลาออกมาช่วยงานครอบครัวหาเลี้ยงชีพ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2499 ได้เข้าพิธีบรรพชา ที่วัดวิเศษไชยาราม ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมีพระสุขุมวาทวรคุณ (ปัจจุบันคือพระธรรมวงศาจารย์) วัดสุทัศนเทพวราราม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังบรรพชาท่านได้ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น พ.ศ.2501 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ ณ สำนักเรียนวัดวิเศษไชยาราม ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

เมื่ออายุครบ 22 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2509 ณ วัดชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยมีพระธรรมวิสุทธาจารย์ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังอุปสมบทท่านมีความตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมขั้นสูง จึงเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเรียนบาลี ณ สำนักเรียนวัดชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

พ.ศ.2523 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พ.ศ.2526 สำเร็จการศึกษาวิชาสามัญ ศึกษาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช การศึกษาพิเศษ สำเร็จพระอภิธรรมตรี-โท

ในระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดชนะสงคราม อีกด้วย

ต่อมาเดินทางกลับอีสานบ้านเกิดมาอยู่จำพรรษา ด้วยความที่เป็นพระหนุ่มไฟแรง ท่านได้รับการมอบหมายให้เป็นครูสอนนักธรรม-บาลี สอนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ และการศึกษาผู้ใหญ่

ท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลากหลายด้าน อาทิ ด้านการศึกษา ท่านให้ความสำคัญต่อการศึกษาแผนกธรรม และบาลี คอยส่งเสริมสนับสนุนจัดหาทุนการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณร เรียนดี ให้รางวัลผ้าไตรผู้สอบได้นักธรรมตรีและเอก รวมทั้งอุปสมบทให้แก่สามเณรที่มีอายุครบบวช

ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อเนื่องตลอดปี อาทิ จัดอบรมปฏิบัติธรรมพระภิกษุ สามเณรและประชาชนทั่วไปในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง พระอารามหลวง

เป็นเจ้าคณะปกครอง ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และรองเจ้าคณะจังหวัด ตามลำดับ

พ.ศ.2543 ได้รับพระบัญชาจากคณะสงฆ์ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายมหานิกาย

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ พระวิเชียรกวี

พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชปรีชามุนี

ท่านสร้างผลงานมากมาย ได้รับทุนการศึกษาบาลี จากวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ จำนวน 100,000 บาท พ.ศ.2530 ได้รับการยกย่องให้เป็นสำนักเรียนดีเด่น จากกรมการศาสนา และพ.ศ.2536 ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขาการศึกษาพระปริยัติธรรม

พระราชปรีชามุนีเป็นพระเถระที่ทรงภูมิรอบรู้ อุปนิสัยใจคอสุขุม เยือกเย็น เป็นที่นับถือศรัทธาของสาธุชนและพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่ได้มาสนทนาวิสาสะกับท่าน

มุ่งมั่นพัฒนาวัดกลาง พระอารามหลวงประจำเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งในด้านถาวรวัตถุ การศึกษา และการปฏิบัติธรรม มีการปลูกสร้างเสนาสนะอย่างถาวรได้มาตรฐานตามศิลปกรรมไทย เป็นพุทธสถาน แหล่งปฏิบัติศาสนกิจ ที่ได้รับการคัดเลือกและได้รับการยกย่องชมเชยจากหน่วยงานภาครัฐให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

รวมทั้งพัฒนาสำนักเรียนวัดกลางเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาสงฆ์ประจำจังหวัด จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เปิดสอน 3 แผนก คือ แผนกบาลี เปิดสอนในระดับเปรียญธรรม 1-2 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 5 ประโยค แผนกธรรม เปิดสอนตั้งแต่นักธรรมตรี ถึงนักธรรมเอก

ส่วนแผนกสามัญ เปิดสอนในปี พ.ศ.2535 ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดกลางกาฬสินธุ์ ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ.2519 จนถึงปัจจุบัน

พระราชปรีชามุนียังให้ความสำคัญในการพัฒนาวัดกลางให้เป็นศูนย์กลางประกอบศาสนกิจสำคัญต่างๆ ของจังหวัด ภายในวัดกลางกาฬสินธุ์ประกอบไปด้วยศาสนสถาน ศาสนวัตถุ และโบราณวัตถุที่สำคัญต่างๆ อันเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดใกล้เคียง และยังเป็นศูนย์รวมแห่งสรรพวิทยาความรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง

ทุกวันนี้พระราชปรีชามุนียังคงมุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยความรู้ ความสามารถ และความเสียสละ บำเพ็ญคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติและพระศาสนา

เป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่สืบไป

 

ที่มา:
ข่าวสด

ขอกราบบูชาคุณของพระอาจารย์ที่เคารพ ถ้าเรียนจบแล้วจะกลับไปช่วยงานพระอาจารย์อย่างสุดความสามารถ

พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร

ผมรู้สึกศรทธามากเลยอ่ครับ ขอให้ผมเรียนเก่งๆนะครับ สาธุ

แสดงความคิดเห็น