จากการบรรยายเรื่อง การวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณธรรม ในการประชุมวิชาการ เปิดขอบฟ้าคุณธรรมจริยธรรม ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า การทำวิจัยคุณธรรม เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้คนทั่วไปได้เห็นว่า คุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เนื่องจากหลายคนมองว่า คุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องของนามธรรมเกิดผลยาก ดังนั้นผู้วิจัยคุณธรรม จะต้องทำให้คนเห็นว่า งานวิจัยใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การทำความดี ความกตัญญูกตเวที จะเกิดประโยชน์อะไรให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้คนเชื่อและอยากทำตาม นอกจากนี้ อยากให้ทำวิจัยประเภทนี้มาก ๆ เพื่อให้เกิดวิธีการสร้างคุณธรรม จริยธรรมแก่สังคมหลากหลายมากขึ้น
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) กล่าวว่า จากการที่ตนได้ติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย รู้สึกกังวลใจ แต่ยังดีใจที่ยังไม่มีการฆ่ากัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากประชาชนเรียกร้องให้นักการเมืองมีจริยธรรม แสดงให้เห็นชัดเจนว่า บ้านเมืองกำลังขาดแคลนคนดีมีคุณธรรม ทั้งนี้การเมืองที่ดีต้องใช้ความจริงมากกว่าความรู้สึก แต่การเมืองกลับใช้ความรู้สึกมากกว่าความจริง จึงไม่สามารถพัฒนาทางการเมืองได้ ทำให้สังคมอ่อนแอ ดังนั้นการพัฒนาคุณธรรมต้องพึ่งงานวิจัยที่เสนอเรื่องจริงมากกว่าความรู้สึก เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาบ้านเมืองต่อไป
“เห็นได้ชัดเจนว่าชาวคริสต์จะเข้าโบสถ์ ส่วนชาวมุสลิมจะเข้ามัสยิดเป็นประจำ แต่ชาวพุทธกลับไม่ค่อยเข้าวัด เป็นการนับถือศาสนาพุทธเฉพาะในบัตรประชาชน หากปล่อยให้สถานภาพศาสนาพุทธในไทยเป็นเช่นนี้ จะตามรอยพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นที่มีศาสนาไว้เฉพาะจัดงานศพเท่านั้น” ประธาน สบร.กล่าว.
แสดงความคิดเห็น