ยกระดับครู ร.ร.ปริยัติสามัญ ขึ้นเป็นพนักงานศาสนการ

นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม เมื่อเร็วๆ นี้  นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักพุทธฯ ได้นำวาระด่วนเกี่ยวกับ การกำหนดสถานภาพบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เพื่อยกระดับให้เป็นพนักงานศาสนการ    โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) เป็นผู้ดำเนินการ จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกหนึ่งชุด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ พระธรรมวรเวที พิจารณาเกณฑ์ต่างๆ อาทิ เงินเดือน สวัสดิการ เนื่องจาก งบประมาณที่จะต้องจ่ายให้แก่พนักงานศาสนการนั้น จะมาจากศาสนสมบัติกลาง

สำหรับการกำหนดรูปแบบของพนักงานศาสนการ พศ.ได้ดำเนินการพิจารณามาเป็นระยะๆ โดยคาดว่า พนักงานศาสนการ จะอยู่ในกลุ่มของ ผู้สอน ไม่ใช่พนักงานทั่วไป มีการประเมินผลงาน การเลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน เหมือนกับระบบราชการ แต่ในส่วนบำเหน็จบำนาญ พนักงานศาสนการจะได้รับเป็นบำเหน็จเท่านั้น ส่วนเงินเดือนจะปรับให้เหมาะสมตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยขั้นต่ำระดับปริญญาตรีจะเริ่มต้นที่ 7,900 บาทต่อเดือน ขณะที่พนักงานศาสนการที่มีอายุงานมานาน จะพิจารณาเงินเดือนให้เหมาะสมกับสถานภาพด้วย

"เมื่อเรื่องพนักงานศาสนการเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ และมีผลออกมาอย่างไร มหาเถรสมาคม คงไม่ขัดข้อง ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเราได้วางแผนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสถานภาพครูให้เป็นที่ยอมรับทางสังคม อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกอย่างพร้อมทั้งหมด คาดว่าจะดำเนินการยกระดับพนักงานศาสนการชุดแรกประมาณ 2,000 คนได้ภายในสิ้นปี 2551" ผอ.สำนักเลขาธิการมส.กล่าว

ที่มา:
ข่าวสด

ได้ทราบว่าจะมีการบรรจุครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้เป็น "พนักงานศาสนการ" โดยชุดแรกประมาณ 2000 อัตราไม่มีการสอบบรรจุ คือบรรจุให้เลย ส่วนรอบที่ 2-3 ไปจะมีการสอบสัมภาษณ์เอา และในการบรรจุรอบแรกนี้จะต้องดูคุณสมบัติของครูแต่ละคน คือเน้นที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และใบตราตั้งจากผู้ว่าและประสบการณ์เป็นสำคัญ ตามประเด็นดังกล่าวนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นขัดแย้งกันมากเลย เนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม เพราะครูส่วนมาก 70 เปอร์เซ็นต์ชึ่นไม่มีใบตราตั้งจากผู้ว่า หรือมีแต่อายุไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนด เพราะท่านกำหนดเอาผู้ที่แต่งตั้งปี 50 ลงไปถึงใช้ได้ ส่วนผู้ที่แต่งตั้งภายในปี 51 ต้องรอรอบสองนั้น จากการศึกษากรณีดังกล่าวพบว่า ครูส่วนมากไม่มีใบตราตั้งจากผู้ว่า หรือมีแต่อายุไม่ครบ เพราะเพิ่งจะตื่นตัวพากันไปทำเมื่อปี51หลังจากที่มีข่าวว่าจะบรรจุครูเป็นพนักงานศาสการ ซึ่งในอดีตครูส่วนใหญ่ไม่ได้ทำใบตราตั้งจากผู้ว่าฯไว้เพราะทางโรงเรียนไม่ได้บังคับว่า"ต้องมี" เมื่อจะบรรจุจึงพากันไปทำ จึงมีอายุใบตราตั้งไม่ถึง 1ปี แสดงว่าหมดสิทธิ์บรรจุในรอบแรก ต้องรอรอบต่อไป หากเป็นอย่างที่ผมเข้าใจแสดงว่า "ไม่เป็นธรรม"แล้วหล่ะ เพราะครูบางคนสอนมานานมาก แต่ไม่มีใบตราตั้งผู้ว่าก็มีเยอะ จึงขอเสนอว่าให้ทบทวนเสียใหม่ในการบรรจุ หรือไม่ก็ควรเปิดสอบไปเลยจะได้ไม่ต้องกลัวคำครหาเกิดขึ้นครับ.

ผมว่าควรมีการสอบบรรจุเลยดีกว่า จะได้ครูที่มีคุณภาพมาสอนนักเรียน ใครสอบไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นเพราะถือว่าไม่มีคุณภาพ แต่การจะเปิดสอบจะต้องเปิดให้เฉพาะคนที่สอนอยู่ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาเท่านั้น โดยต้องมีวุฒิทางธรรมตั้งแต่นักธรรมตรีขึ้นไปและวุฒิการศึกษาปริญญาบัตรตามสายงาน ถ้าอย่างนี้เราจะได้ครูที่มีคุณภาพมาสอนในโรงเรียนเรา แต่ถ้าเรียกบรรจุลอยๆก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำในกลุ่ม เช่นครูที่สอนมานานแต่ไม่มีใบตราตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเอกสารบางอย่างไม่ครบ แต่สอนมานานแล้ว ก็จะไม่พอใจ ผมว่าควรเปิดสอบเลยเพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นธรรม ไม่ต้องกลัวคำครหาครับ.ใครเก่งก็สอบให้ได้ ใครไม่เก่งก็ไปฝึกไปตนเองใหม่ 2 ปีเราเปิดสอบกัน 1 ครั้ง และดูอัตราครูต่อนักเรียนแต่ละโรงเรียน นักเรียน20คนต่อครู10คน

ผมคนหนึ่งที่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษามาก่อน แต่ตอนนี้สอบบรรจุสพฐ.ได้แล้ว แต่ผมก็ติดตามข่าวความคืบหน้าของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาไม่ได้ขาด ผมได้ทราบข่าวว่าจะมีการบรรจุครูในโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเป็น"พนักงานศาสนการ" โดยชุดแรกจะบรรจุให้เลยโดยไม่ต้องสอบบรรจุ ส่วนชุดต่อๆไปจะต้องมีการสอบสัมภาษณ์เอา และข่าวคืบหน้ายังบอกว่า การบรรจุชุดแรกประมาณ 2000 อัตรา ซึ่งจะต้องดูที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ประสบการณ์การทำงาน และต้องมีใบแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งต้องแต่งตั้งปี 50 ลงไปจึงบรรจุได้ ส่วนผู้ที่มีใบตราตั้งภายในปี 51 หมดสิทธิ์ในรอบแรกนั้น (ถ้าข้อมูลผิดพลาดขออภัย) ซึ่งผมดูข้อมูลแล้วถ้าหากเป็นดังที่ทราบมาผมดูแล้วยังไม่ถูกต้อง เพราะการบรรจุครั้งแรกถ้าไม่เปิดสอบบรรจุก็ต้องดูที่ความเหมาะสมของบริบทรอบด้าน ซึ่งบริบทหรือองคาพยพดังกล่าวพิจารณาได้ดังนี้ 1.ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2. มีใบตราตั้งครูสอน ซึ่งไม่ต้องเป็นจากผู้ว่าฯก็ได้ จากผู้มีอำนาจเช่น เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าสำนักเรียน เป็นต้น 3. ดูเอกสารประสบการณ์ทำงานจากหนังสือคำสั่ง ฯลฯ ซึ่งบ่งบอกถึงอายุหรือประสบการณ์ในการทำงาน เพราะครูบางคนอาจทำงานมานานนับสิบปี แต่ไม่มีตราตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดก็มี เพราะสมัยก่อนทางสำนักงานพุทธฯหรือกลุ่มโรงเรียนไม่ได้บังคับว่า"ต้องทำใบตราตั้งจากผู้ว่าถึงจะสอนในโรงเรียนแห่งนี้ได้" แต่พอจะมีการบรรจุให้เป็นพนักงานศาสนการ ทางกล่มก็ระบุว่าต้องมีใบตราตั้งจากผู้ว่าฯ ครูส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีใบตราตั้งจากผู้ว่าก็พากันไปทำเมื่อปี 51 นี้เอง และใบตราตั้งไม่ได้บ่งบอกว่าทำงานมานาน ไม่ใช่ประสบการณ์การทำงาน เพียงแต่ให้ถูกต้องตามระเบียบเท่านั้น ผมขอเสนอว่า ผู้ที่มีใบตราตั้งจากผู้ว่าและมีเอกสารหลักฐานอย่างอื่นครบถ้วนควรจะ "ได้บรรจุเช่นเดียวกัน"ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น อยากฝากท่านดูบริบทของการบรรจุพนักงานศาสนการเสียใหม่ เพื่อความถูกต้อง จากคนเคยเป็นครูสอนภิกษุสามเณรครับ..

ถ้าทำได้ในปีงบประมาณปืห้าหนึ่งได้ก็ดี..หรือน่าจะสรุปแต่ตั้งได้ในภาคเรียนที่สองก็ยิ่งดีที่สุด เพราะลูกจ้างของวัดอดทนมานานแล้วท่าน..อย่าดีแต่โปรยยาหอมไปวันวัน

ความหวังใกล้เป็นเป็นจริงแล้ว ลุ้นต่อไป ขอให้ครูทุกคนใจเย็น ขอบคุณทุกท่านที่เป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานกลุ่ม 5 ด้วยครับ และผู้มีส่วนช่วยผลักดันในเรื่องนี้ทุกท่าน ต่อไปนักเรียนเราก็คงไม่ต้องเปลี่ยนครูแล้วครูเล่าอีกแล้ว ดีใจกับนักเรียนพระภิกษุสามเณรด้วยและครูทุกท่านด้วยนะครับ..ขอเป็นกำลังใจให้ผู้มีส่วนทำงานเรื่องนี้ได้ทำงานต่อไปเพื่อช่วยเหลือครูครับ กราบขอบพระคุณ.

น่าจะช่วยพิจรณาสำหรับท่านที่สอนไม่ตรงเอกเพราะท่านก็ทำงานด้วยใจจริงและเต็มความสามารถแต่ขัดตรงที่วุฒิการศึกษาไม่ตรง ถ้าท่านเหล้านี้ได้เป็นพนักงานศาสนการก็จะขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง

ถ้าสำเร็จครูปริยัติธรรม แผนกสามัญ ได้บรรจุเป็นพนักงานศาสนการ ด้านการศึกษาจริง ก็จะเป็นพระคุณที่ใหญ่ยิ่ง และเป็นการสนองพระดำริในองค์สมเด็จพรพเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
ด้วยครับผม ที่พระองค์ทรงมีพระดำริเรื่องสถานภาพครู และความมั่นคงในอาชีพครูพระปริยัติธรรมมาตั้งนานหลายปีแล้วครับ อย่างเช่นที่พระองค์ทรงรับ ร.ร.พระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทางภาคเหนือที่เราท่าน ชาว ร.ร.พระปริยัติทราบกันดี พระองค์ทรงทำเป็นตัวอย่างและสำเร็จแล้ว แต่ยังเหลือก็คือเรื่องสถานภาพครู และความมั่นคงของครูเท่านั้นละครับ ที่ยังไม่มีใคร หน่วยงานใหนเอาใจใส่ ก็เพิ่งจะมีนี่ละครับ แต่หวังว่าคงสำเร็จผลตามที่ดำเนินการมานะครับ เพราะครู ร.ร.ปริยัติ รอแล้วรอเลาะปีนั้นว่าปีนี้ รอมาจนแทบขาดใจแล้วละครับ ก็ขอให้กำลังใจแด่ท่านพระครูสุนทรพิมลศีล และคณะทุกท่านที่มีส่วยผลักดัน และดำเนินการอยู่ ตลอดจน จนท. จาก สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยนะครับ ผมว่าถ้าทำสำเร็จท่านจะได้บุญ และได้อานิสงส์มากเลยที่เดียวครับผม จากครูคนหนึ่ง

เมื่อไรจะประกาศรายชื่อการบรรจุพนักงานศาสนการ

การบรรจุครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นพนักงานศาสนการเป็นสิ่งจำเป็นและต้องจัดทำให้แล้วเสร็จตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงมีความเมตตารับสั่งเพราะพระองค์เห็นใจสงสารครูฆราวาสที่มีค่าตอบแทนน้อยและสถานภาพไม่มั่นคง คำว่าครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครูสถาบันใดย่อมจะได้รับการยกย่องว่าเป็น"ปูชนียบุคคล" และสถาปนาไว้ในตำแหน่งอันสูงส่งและมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเหมือนกันหมด แต่หากสังคมไทยยังต้องแบ่งแยกระดับของความเป็นครูแล้ว ย่อมจะหาความเป็นธรรมไม่ได้ ดังนั้น ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศรัฐจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะแม่พิมพ์ของชาติคือเบ้าหล่อหลอมเด็กไทย รัฐบาลจะต้องหูกว้างตาไกล ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษและต้องทำเนินการด้วย อย่าดีแต่ปากพูดอย่างเดียว ฝากไว้ด้วยคะ

งานนี้สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย ว่า การต่อสู้ดิ้นรนมานั้น โดยการนำของประธานกลุ่ม 5 และอย่าลืมว่า ยังมีฆราวาสอีกไม่กี่คนนะครับที่ช่วยผลักด้น โดยเฉพาะท่านนายกสมาคมครูประยัติธรรมแห่งประเทศไทย นายกสมนึก หาญกา รวมถึงคณะกรรมการทุกท่านด้วย ทั้งโดนติโดนว่า แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ละความพยายาม ยังมี อ.สุรพล แห่งกลุ่ม 6 อีกด้วยร่วมกัน ประธานจังหวัดเชียงราย แต่ที่สุดแล้วก็ขอขอบคุณมาก ๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ครับ

ขอให้เป็นจริงเถอะครับ เห็นใจครูและบุคลากรโรงเรียนพระปริยัติธรรมทุกคน เพราะบางคนทำงานมานาน ไม่ใช้ไม่มีความรู้หรือไม่มีที่ไปหรอกครับ แต่มีใจรักที่จะอยู่และทำงานให้กับพุทธศาสนามากกว่า ทุกวันนี้ครูฯ ทำงานไม่ค่อยเต็มที่ เหตุหนึ่งเพราะมีความรู้สึกว่างานที่ทำไม่มั่นคง ช่วยเถอะครับ อยากให้ผ่านทุกคน

คุณความดีทั้งหมดนี้ ขอมอบถวายแด่ พระครูสุนทรพิมลศีล ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 5 ที่พยายามผลักดัน ติดตาม อยู่ตลอดเวลา ในการพยายามที่จะช่วยเหลือครูปริยัติทุกรูป/คน ให้เป็นเป็นเจ้าพนักงานศาสนการ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกล้าฯ กระผม ซึ่งเป็นครูปริยัติขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งที่ท่านพระครูสุนทรพิมลศีล ได้พยายามจนประสบผลสำเร็จในวันนี จาก ปลายฟ้าท้าฝัน

อาตมาเข้ามาเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ก็ทราบน๊ะว่า คณะครูที่สอนพวกเรานั้นท่านได้เงินเดือนเพียงไม่กี่บาท
เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวอยู่นั้น ก็ถือว่าหนักเอาการ
ยิ่งภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทุกอย่างล้วนแต่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายต่างๆของท่านล้วนแต่สูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ก็ครูก็มาถวายความรู้พวกเรา โดยที่ไม่เคยบ่นเลยว่าได้เงินเดือนน้อย และทุกท่านก็มาด้วยใจ
และเต็มใจที่จะอยู่ถวายความรู้ และช่วยเหลือพวกเราด้วยความเต็มใจ...เป็นกำลังใจให้คณะครูทุท่าน...เจริญพร..

แสดงความคิดเห็น