การที่โครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้นั้น จุฬารัตน์ บอกว่า ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่แต่เฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือวัดเท่านั้น แต่ชุมชนและส่วนราชการก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และต้องทำกันเป็นเครือข่าย โครงการ “วัดพัฒนาต้นแบบ” นี้ถึงจะสำเร็จลงได้ เมื่อนั้นวัดก็จะกลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นศูนย์รวมใจ และเป็นที่พึ่งทางใจของคนในชุมชนได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ในอดีต วัดถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน รวมทั้งคนในชุมชนรอบๆ วัดยังใช้วัดเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น การประชุมหมู่บ้าน การประชุมราชการ หรือให้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม วัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทย ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน หันไปยึดติดในวัตถุนิยมมากเกินไป เป็นผลให้คนห่างไกลจากวัดโดยไม่รู้ตัว วัดจึงได้ลดบทบาทจากในอดีตลงไปมาก
เรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงปัญหา จึงได้มีการมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการจัด “โครงการวัดพัฒนาต้นแบบ” ขึ้นมา เพื่อให้วัดกลับมามีความเข้มแข็ง และสามารถเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของชุมชนได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
จุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เล่าว่า “โครงการวัดพัฒนาต้นแบบ” เป็นโครงการหนึ่งที่รัฐบาลมุ่งเน้นในการพัฒนาวัดเพื่อให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนในทุกๆ ด้าน โดยเน้นให้ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดมากขึ้น ในขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ได้มีการพัฒนาศักยภาพ และบทบาทในด้านการชี้แนะสั่งสอน เผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พุทธศาสนิกชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดมากขึ้นเช่นกัน
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้วัดนั้นได้กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชนในทุกๆ ด้านเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นที่สงบจิตใจ เป็นที่พักผ่อนของชุมชน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย
กิจกรรมภายในวัดพัฒนาต้นแบบจะใช้หลักการทำตามแนวคำสอนของพระพุทธศาสนา 4 ประการ คือ สะอาด หมายถึง ศีล ความประพฤติปฏิบัติทางกาย วาจา ที่ดีงาม สงบ หมายถึง สมาธิ ความตั้งมั่นแห่งจิต ความสำรวมใจให้แน่วแน่ โดยพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นในสิ่งนั้น สว่าง หมายถึง ปัญญา ความรอบรู้ ความรู้ทัน ความฉลาดเกิดแต่เรียนและคิด และสร้างความสุข หมายถึง วิมุตติ ความพ้น ความหลุดพ้น ได้แก่ ความสุขที่เป็นผลมาจากการศึกษาและการปฏิบัติดี
การดำเนินโครงการวัดพัฒนาต้นแบบนั้น จุฬารัตน์ บอกว่า จะเริ่มต้นจากการกำหนดหลักเกณฑ์ของวัดพัฒนาต้นแบบขึ้นมาก่อน และหลังจากที่กำหนดหลักเกณฑ์ได้แล้วก็มีการคัดเลือกวัดที่มีลักษณะเข้ากับเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาเข้าร่วมโครงการโดยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจากมีการตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 5 ปีจะต้องมีวัดต้นแบบทั่วประเทศจำนวน 35,000 วัด
หลังจากที่ได้คัดเลือกแต่ละวัดมาแล้วนั้นก็จะต้องทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วัดที่เข้าร่วมโครงการให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งในท้ายที่สุดก็จะต้องมีการติดตามผล และประเมินผลโครงการด้วยว่าประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้หรือไม่ และสามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็ง หันมาดูแลรักษาวัด และหันมาร่วมกิจกรรมในวัดมากขึ้นไหม
ที่ผ่านมาได้เริ่มทำโครงการไปแล้ว 2 ภูมิภาคด้วยกัน แห่งแรกคือ ภาคเหนือ เริ่มกันที่วัดทุ่งบ่อแป้น อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยวัดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และจัดการศึกษาภายในวัด รวมทั้งยังทำหน้าที่สาธารณูปการ และทำหน้าที่สาธารณสงเคราะห์ให้กับประชาชนด้วย โดยทำหน้าที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มไปแล้วที่ วัดจันสามัคคี จ.หนองคาย และเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ก็มีการทำโครงการนำร่องไปแล้วอีกหนึ่งภูมิภาค ซึ่งก็คือ ภาคกลาง ที่วัดจันเสน จ.นครสวรรค์
เยี่ยมวัดจันเสน หนึ่งในวัดพัฒนาต้นแบบ
วัดจันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นวัดที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการเป็น “วัดพัฒนาต้นแบบ” ในภาคกลางเป็นวัดล่าสุด
วัดจันเสนสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2450 โดย หลวงพ่อเขียน ซึ่งสถานที่ตั้งของวัดจันเสนนั้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 และจากการสำรวจของนักโบราณคดีได้พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา อาวุธโบราณ และโครงกระดูกมนุษย์ในสมัยนั้นเป็นจำนวนมาก
นับตั้งแต่หลวงพ่อเขียนสร้างวัดจันเสนแล้ว ในสมัยต่อๆ มาวัดก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นวัดร้าง จนมาถึงสมัยที่พระครูนิสัยจริยคุณมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านจึงได้พัฒนาและก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาใหม่ โดยท่านมีดำริที่จะสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน โดยภายในจัดให้มีพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวของจันเสนในอดีตไปพร้อมๆ กัน
ต่อมาท่านมรณภาพ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสวัดจันเสนรูปปัจจุบัน จึงได้เป็นกำลังสำคัญในการสานต่องานพิพิธภัณฑ์จันเสนจนเสร็จสมบูรณ์ เพื่อต้องการให้ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาค้นคว้า และเข้าชมโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีและภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ ปลุกจิตสำนึกบุคคลในท้องถิ่นและผู้เข้าชม ให้ช่วยกันรักษาหวงแหนสิ่งที่ดีงามที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ด้วย
ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และความตั้งใจที่จะพัฒนาวัดจันเสนให้ก้าวหน้า พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน จึงมีแนวคิดในการพัฒนาและบริหารจัดการวัดจันเสนให้เป็นรูปธรรม ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพ มีความรู้คู่คุณธรรม มีสุขภาวะที่ดี เศรษฐกิจมีความมั่นคง โดยยึดแนวปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น นำภูมิปัญญาที่มีตั้งแต่สมัยโบราณมาส่งเสริมอาชีพเพื่อเป็นรายได้เสริม จัดตั้งชมรมเรารักษ์จันเสน เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการของชุมชนด้านงานศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี จัดให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้และมีพระสงฆ์ ยุวมัคคุเทศก์ สมาชิกกลุ่มต่างๆ ของวัดเป็นวิทยากร สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นต้น จนทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาต้นแบบ
กิจกรรมภายใต้โครงการวัดต้นแบบ
1. โครงการสมุนไพรในวัดเพื่อประชาชน
โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงเรียนวัดจันเสนได้รับทุนสนับสนุนการดูแลรักษาแหล่งน้ำในชุมชนจากธนาคารกสิกรไทย ชื่อโครงการ “บึงจันเสน น้ำใส ร่วมใจถวายองค์ราชินี” ในปี 2547 จึงเกิดการจัดทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ นักเรียน และชาวบ้าน ทั้งเรื่องจุลินทรีย์ (EM) การศึกษาค้นคว้าการทำหัวเชื้อสับปะรด และได้ขยายผลต่อยอดการทำน้ำหมักอีกหลายชนิด เพื่อเป็นประโยชน์ในการเกษตร เพื่อการชำระล้างร่างกาย เพื่อดื่มบำรุงสุขภาพ และกลิ่นไม่สะอาดภายในวัดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้เผยแพร่และอบรมชาวบ้านให้มีความรู้ และพึ่งตนเองได้
2. โครงการหมู่บ้านพลังงานชนบท
สำนักงานพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พื้นที่ 8 จ.นครสวรรค์ ได้ประสานในการจัดทำโครงการเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานต่างๆ ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ด้วยการก่อสร้างอาคารโรงเรือนเตานึ่งก้อนเชื้อเห็ด อาคารทำถ่านอัดแท่ง และหลุมแก๊สชีวภาพ ให้กับกลุ่มพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานโครงการหมู่บ้านพลังงานชนบท เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานชุมชน เพื่อให้ประชาชน หมู่ 1 ต.จันเสน ที่เข้าร่วมโครงการ มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดน้อยลง ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดงานและอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้สำหรับผู้เข้าร่วม
3. หอประชุมธรรมมานุสรณ์
สร้างขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมของคณะสงฆ์ โดยเป็นอาคารสองชั้น ชั้นบนใช้ในการปฏิบัติธรรม ชั้นล่างใช้เป็นสถานที่เรียนพระปริยัติธรรมสงฆ์ และจัดประชุมคณะสงฆ์ จัดทำบุญเลี้ยงพระในโอกาสสำคัญ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับประชาชนมาถือศีลปฏิบัติธรรมในช่วงเข้าพรรษาตลอด 3 เดือน โดยทางวัดได้จัดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งให้ความรู้ในเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิต ที่จะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจสุขภาพแก่ประชาชนที่มาถือศีลปฏิบัติธรรมด้วย
4. หอสมุดประชาชนสยามบรมราชกุมารี
แหล่งเรียนรู้ของสงฆ์ และเป็นห้องสมุดความรู้ของชุมชน และเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่สำคัญภายในชุมชนจันเสนและบริเวณใกล้เคียง อันจะทำให้ชุมชนจันเสนมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับชุมชนอื่น อีกทั้งยังมีบริการข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ ซึ่งจะได้ตอบสนองความต้องการของบุคคลที่แตกต่างกันทางด้านวิชาชีพภายในชุมชน ยังประโยชน์ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้
5. ชมรมผู้สูงอายุ
เพื่อสะดวกต่อทางราชการที่จะนำสวัสดิการไปถึงผู้สูงอายุได้ง่ายขึ้น เช่น การบริการด้านสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค การให้สุขศึกษา นอกจากจะได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการ การจัดตั้งชมรมยังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีคุณค่าอีกด้วย
6. โครงการอาสายุวมัคคุเทศก์
โรงเรียนวัดจันเสนได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการฝึกอาสายุวมัคคุเทศก์ ซึ่งจะเป็นการเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณวัตถุ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของท้องถิ่นทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงจัดตั้งโครงการอาสายุวมัคคุเทศก์ขึ้นในโรงเรียนวัดจันเสน และเข้ารับการอบรมเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ของพิพิธภัณฑ์จันเสน และรับหน้าที่ในการนำชมและให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์จันเสน
กิจกรรมต่างๆ ของชุมชนวัดจันเสนจะช่วยทำให้วัดนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้วัดกลายมาเป็นศูนย์กลาง ศูนย์รวมใจของชุมชน และช่วยทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ต่อไป
แสดงความคิดเห็น