29 พ.ย.51 เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ออกแถลงการณ์ ระบุถึงมาตรการต่อต้านรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
แถลงการณ์เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
มาตรการต่อต้านรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
สถานการณ์มีสิ่งบอกเหตุบางประการ ที่จะเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ยืนหยัด “ต่อต้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาโดยตลอด และตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 69 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไป เพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”
จึงขอเสนอมาตรการต่อต้านรัฐประหาร ดังนี้ ในทันทีทีง่เกิดการรัฐประหาร
เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ขอให้ประชาชนรีบ
- นำเอาสิ่งเหลือใช้ทุกชนิดที่เคลื่อนย้ายง่าย เช่น ยางรถยนต์ ถังขยะ ท่อนไม้ กิ่งไม้ มาขวางถนนที่เป็นเส้นทางผ่านของรถถัง รถบรรทุกกำลังพลของทหาร (ยีเอ็มซี รถจิ๊ปทหาร) ฯลฯ คือ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสายเอเซีย ถนนเพชรเกษม ทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง โทลเวย์ ทางมอเตอร์เวย์ เป็นต้น ถ้าจำเป็น อาจจุดไฟเผาสิ่งเหล่านั้นด้วย
- รวมตัวกันไปล้อมรอบสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง อาทิ ช่อง 3, 5, 7, 9, เอ็นบีที และไทยทีพีบีเอส เพื่อไม่ให้ทหารเข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ และให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ออกอากาศ เรียกร้องให้ทหารกลับเข้ากรมกองทันที สถานีวิทยุหลัก รวมถึงสถานีวิทยุชุมชน และเครือข่าอินเตอร์เน็ตทุกแห่ง ต้องสื่อสาร ออกอากาศต่อต้านการรัฐประหารด้วยสันติวิธี และเรียกร้องให้ทหารกลับกรมกอง อยู่ในฐานที่ตั้ง
- รวมตัวกัน ไปปิดล้อมกองทหารทุกแห่งที่ใกล้บ้าน และเรียกร้องให้ทหารอยู่ในกรมกองของตน
- รวมตัวกัน ไปถอนเงินและปิดบัญชีธนาคารทุกแห่ง
- ปิดสถานที่ทำการทุกแห่ง ทั้งเอกชน และราชการ (ยกเว้นโรงพยาบาล) ไม่ไปทำงาน
- ไม่ว่าจะเป็น เอกชนหรือราชการ โดยประชาชนจะต้องตระเตรียมเสบียงอาหารให้พอเพียงเอาไว้ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อทำให้ประเทศเป็นอัมพาตภายในเวลาสั้นๆ เพื่อทำให้การรัฐประหาร ต้องยุติลง
- รวมตัวกันภายในจังหวัดของตนเอง เพื่อ ต่อต้านรัฐประหารในทันที เช่น รวมตัวกันที่สนามหลวงใน กทม. อนุสาวรีย์พระเจ้าตากที่ธนบุรี ริมท่านํ้านนท์ ที่ศาลากลางทุกจังหวัด เป็นต้น
- ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศไทย เฉกเช่นอารยะประเทศทั้งหลาย และความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ย่อมแก้ไขได้โดยวิถีทางรัฐสภา ตามครรลองรัฐธรรมนูญเสมอ ต้องไม่ทำรัฐประหารไม่ว่ากรณีใดๆ
29 พฤศจิกายน 2551
------------------------------------
- เครือข่ายสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน 53 สาขาทั่วประเทศ
- โครงข่ายภาคประชาสังคม (นนทบุรี-สมุทรปราการ-ปทุมธานี-นครปฐม-ฉะเชิงเทรา-อยุธยา)
- สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
- สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคไทย
- สมาคมสิทธิผู้บริโภค
- สถาบันอิสานภิวัตน์
- สมาคมหมอความยุติธรรม ยุวชนประชาธิปไตย
- เครือข่ายแห่งรัฐสภา
- สถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก
- สถาบันสร้างสรรค์สัมพันธภาพ
- สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา
- ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
- ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
- มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ
- สภาองค์กรชาวพุทธ
- สถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก
- กลุ่มพลังไท กลุ่มนักกฎหมายท้องถิ่นชนบท
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
30 พฤศจิกายน 2551
เครือข่ายสมาคม รธน.เพื่อประชาชน ออกแถลงการณ์มาตรการต่อต้านรัฐประหารตาม รธน. วันนี้สถานการณ์ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เข้าร่องเข้ารอยในระดับหนึ่งแล้ว หลังศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา ให้ยุบ ๓ พรรคการเมืองซีกรัฐบาล เมื่อ ๓ ธ.ค.๕๑ " วันอาทิตย์ วันศุกร์ คู่โลก คู่คริสต์ คู่อิสลาม ตราบใด ๑. วันพระไม่กลับมา ถึงเวลาเมืองไทยใกล้วินาศ
ตั้งใจฟังการเมืองใหม่ฝ่ายพันธมิตร คืออะไร ยังไม่มีคำตอบชัดเจน เห็นฝ่ายเสื้อแดงวิตกกับทางทหารจะปฏิวัติรัฐประหารอะไรทำนองนั้น พบกระทู้ ๑๖ เครือข่ายฯ(ลำดับ๙ กับ๑๖ ซ้ำกัน) น่าสนใจดี เพราะมีทั้งเครือข่ายกฎหมาย และเครือข่ายศาสนา อยู่ในกลุ่มรักชาติขนาดใหญ่(ขาดเพียงศาสนาคริสต์ และอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนายิ่งใหญ่ระดับโลก ยังไม่แสดงตนเท่านั้น) จึงขอเสนอทางแก้ไข ทางเลือกหรือทางออกอีกมุมมองหนึ่ง
มรดกธรรม-มรดกไทย ของแท้ .
วันพระ ย่อมคู่โลก คู่ไทย คู่พระพุทธศาสนา คู่สถาบันพระมหากษัตริย์ ตราบนั้น" และ
๒. ถ้าวันพระคืนมา เมืองไทยใกล้เป็น มหาอำนาจ
ล้อกระทู้ธรรม อ.พุทธทาสภิกขุ
"ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
ทางออก ที่๑. ฟื้นฟูวันโกน-วันพระเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนคนไทยอย่างเป็น รูปธรรม และให้เกียรติศาสนิกชนของไทยมุสลิม และไทยคริสต์ อย่างบูรณาการเชิงรุก (แม้ทั้ง๒ ศาสนาจะมิได้ร้องขอก็ตาม) ได้แก่การหยุดราชการให้กับพี่น้องไทยมุสลิมในวันพฤหัส กับวันศุกร์ และวันเสาร์-อาทิตย์ ให้พี่น้องไทยคริสต์ อย่างเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
ทางออก ที่๒. เพิ่มข้อกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ว่าด้วยการ"ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งบริหารของข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง พนักงานองค์กรอิสระ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ส่วนกลาง รวมถึงภรรยา และบุตร(อายุไม่เกิน๒๐ ปี) ก่อนรับตำแหน่ง พ้นตำแหน่ง ย้ายตำแหน่งหรือหมดวาระ หรือลาออก หรือเกษียณอายุ เช่นเดียวกับ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ทุกประการ
โดยสรุป องค์กรปกครองของไทย ประกอบอำนาจบริหาร๑ อำนาจนิติบัญญัติ๑ และอำนาจตุลาการ๑ คณะผู้บริหารทุกคนต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจในการแสดงบัญชีทรัพย์ สินอยู่แล้ว ส่วนเพิ่มเติมที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่งคือ กลุ่มบุคคลที่จะขอตรวจสอบทุจริต อย่างน้อยระดับแกนนำ ไม่ตำกว่า๕ คน(ก่อนจับผิดคนอื่น ตัวเองควรบริสุทธิ์ด้วย)
และพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสทุกวัด เลขานุการเจ้าอาวาส รวมถึงคณะกรรมการวัดทุกคน พระสงฆ์ ที่ปฏิบัติหน้าที่บริหาร ตั้งแต่เจ้าคณะตำบล ถึงสมเด็จพระสังฆราช และพระเลขานุการทุกตำแหน่ง
หลักการนี้นำมาจากปรมัตถ์ธรรม๔ ว่าด้วย จิต เจตสิก รูป นิพพาน
เจตสิก๕๒ ดวง(ที่ประกอบในจิต) มีทั้งอกุศลเจตสิก(ฝ่ายชั่วร้าย) ๑๔ ดวง กุศลเจตสิก(ฝ่ายดีงาม)๒๕ ดวง และสัพพสาธารณะเจตสิก(ฝ่ายเป็นกลาง)๑๓ ดวง แม้ตัวเองยังมีสิ่งชั่วร้าย ที่บิดาอวิชชา มารดาอวิชชาป้อนให้มาแต่อ้อนแต่ออก(ทุกๆคนในโลกนั่นแหละ)
พระผู้มีพระภาคเจ้า ขนาดตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว และสำเร็จอภิญญา๖ ครบถ้วนกระบวนความ ยังมีพระเทวทัต และพรรคพวกเป็นมารผจญ ถึงขั้นเอาให้ตาย ทั้งๆที่พระพุทธองค์มีสมบัติเพียง พระธรรมวินัย กับพุทธสาวกจำนวนหนึ่ง เท่านั้น
นับประสาอะไรกับ ข้าราชการ นักการเมือง ผู้บริหารองค์กรอิสระ พระ เถร เณร ชี ที่มีสมบัติมากกว่าพระบรมศาสดาหลายเท่า จะไม่คิดทุจริต เพื่อให้มีมากยิ่งๆขึ้น (ถ้าไม่ปราบเจ้าตัวกิเลสมารชั่วร้ายในจิตใจ ให้อยู่ในระดับที่พอเพียง และพัฒนาฝ่ายดีงามให้สูงขึ้นทดแทน)
เหตุผล แม้ประเทศสากลในโลก จะไม่มีกฎหมายบัญญัติ ในข้อนี้ แต่ประเทศไทยสมควร ตราเป็นกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ เพราะตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ปัญหาคอรัปชั่น กลายเป็นสายเลือดไทย เข้ากระดูกดำ จนคนไทยรุ่นใหม่ เห็นเป็นเรื่องปกติ ถ้าข้าราชการ-นักการเมืองจะคอรัปชั่นบ้าง แต่บ้านเมืองอยู่รอด (คิดแบบคบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง) และคำปรารภ มรว.คึกฤทธิ์ฯ อดีต นรม. กล่าวว่า"ถ้านักการเมืองไทย และข้าราชการไทย ทุจริตให้น้อยลงอีกสักนิด ถนนทุกสายในเมืองไทย จะปูราดด้วยทอง" โดยถือคติไทยว่า "ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก หรือ ตัดไฟแต่ต้นลม "
เพื่อรักษารูปแบบประชาธิปไตย เห็นสมควรให้ สำนักโพล ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ทำข้อมูล แบบสอบถาม ให้ประชาชนคนไทยแสดงข้อคิดเห็น ว่าสมควร หรือไม่สมควรประการใด ถ้าจะให้รัฐบาลออกแบบสอบถาม คงไม่มีใครในรัฐบาล จะทุบหม้อข้าวตนเองเด็ดขาด และเห็นดีด้วยกับ"กู" เป็นฝ่ายชนะเว้ย!!! )
เชื่อว่าสังคมไทย สามารถทำสิ่งที่ว่ายากแสนยากได้ ถ้าจะทำ แต่ถ้าไม่ทำเสียอย่าง แม้ปัญหาจะง่ายเพียงใด ก็ทำไม่ได้ ขณะนี้จิ๊กซอร์มีพร้อม(ทางด้านสังคม) ไม่ว่าองค์กรตุลาการ องค์กรทางศาสนา เช่น มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนา กรมการศาสนาของ ก.วัฒนธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก.มหาดไทย ก.ศึกษาธิการ ก.พัฒนาสังคม และฝีมือแรงงาน ก.ยุติธรรม องค์กรคาทอลิคแห่งประเทศไทย และองค์กรมุสลิมแห่งประเทศไทย
โดยเฉพาะ ลืมไม่ได้ คืออนุศาสนาจารย์เหล่าทัพ(คัดเลือกมาจากนักบวช ระดับหัวกระทิ เปรียญ ๙ ประโยค และสำเร็จ(อย่างต่ำ)ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิตย์ ทุกคน
บุคคลากรทางด้านกฎหมาย และศาสนสัมพันธ์เหล่านี้ รอผู้นำไทยที่มีสติปัญญา ต่อจิ๊กซอร์เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณสังคมไทย ทั้งทางโลก และทางธรรม อย่างบูรณาการ สมานฉันท์ สันติวิธี โดยมีวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี ของโลกาภิวัฒน์รองรับสู่อารยประเทศ ถึงระดับโลกทีเดียว
ทางออกที่๓ ปัญหาอบายมุขทุกชนิดในประเทศไทย และรับจากอนารยธรรมซีกโลกตะวันตก ถ้าสังคมไทยถือสภาพความเป็นจริงของครอบครัว จะเห็นว่าทุกๆบ้าน ทุกๆครอบครัวต้องมีห้องน้ำห้องส้วมเพื่อบรรเทาทุกข์ และสถานที่เหล่านี้สถาปนิกออกแบบเหมาะสมแล้ว ควรอยู่ ณ ที่ใดของบ้าน
แหล่งอบายมุขก็เช่นกัน เราคงบังคับไม่ให้มีไม่ได้ แต่สามารถกำกับดูแลให้อยู่ในที่ๆเหมาะสมได้ มิใช่อยู่เกะกะรกบ้านรกเมืองเช่นปัจจุบัน หลักพุทธศาสนายังมีถึง ๔ ภพภูมิ ได้แก่กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และสุดยอดภพภูมิ คือ”โลกุตตรภูมิ” อบายมุขก็เป็นหนึ่งใน อบายภูมิของกามภูมิเช่นกัน ไม่ใช่เป็นสิ่งน่ารังเกียจมากมาย สังคมควรเข้าใจ-เข้าถึงอบายมุข แล้วจะรู้ว่าคนในอบายภูมิน่าสงสารปานใด เขาเป็นบัวเหล่าที่ ๔(ใต้น้ำ) ที่ควรได้รับเอาใจใส่ และกำกับดูแลอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีอบายภูมิ(สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน) จะรู้ว่ามนุษย์ เทวดา พรหม(รูปพรหม-อรูปพรหม) และพระอริยบุคคล ดีกว่าได้อย่างไร
ทางออกที่๔ กระจายความเจริญจากส่วนกลาง สู่ ๔ภูมิภาค จะเห็นได้ว่าคนเก่งๆจากภูมิภาคทั้ง๔ ของประเทศไทย เมื่อรับราชการเติบโตทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพียบพร้อม แต่โครงสร้างทุกกระทรวง ทะบวง กรม รวมการอยู่ที่เมืองหลวง คนดีๆเหล่านี้เมื่อเจริญเติบโตในเมืองหลวง ก็ติดเมืองหลวง โยกย้ายครอบครัวอยู่แต่เมืองหลวงเต็มไปหมด เหลือแต่ปัญญาชนระดับ๒-๓-๔ อยู่เฝ้าภูมิภาค แล้วบ้านเมืองจะเจริญเติบโตอย่างบูรณาการได้อย่างไร มีแต่คนต่างชาติที่ยากจนกว่า เข้ามาแย่งอาชีพคนไทยทำมาหากิน จนร่ำรวยตามๆกัน
ฉะนั้นจึงเป็นหน้าทีนักวางผังโครงสร้างทางราชการ จะกระจายกระทรวง ทะบวง กรม สู่ ๔ภูมิภาค ได้อย่างไร
แสดงความคิดเห็น