ทศบารมีในยุคดิจิทัล เอาคอมพิวเตอร์ออกไป เอาหัวใจเด็กคืนมา
หลังจากละครธรรมะ "ทศบารมี" 10 ตอน ทางทีวี 4 ช่องที่ฉายพร้อมกันจบลงเมื่อปีที่แล้ว จนถึงบัดนี้ก็ยังมีคนถามถึงละครชุดดังกล่าวอยู่อย่างไม่ขาดสาย เพราะไม่เพียงแต่ละครได้เปลี่ยนเนื้อหาชาดกมาเป็นเรื่องราวของคนในยุคดิจิ ทัลเท่านั้น แต่บทบาทของละครชุดนี้ยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นสื่อการเรียนการสอน ในโรงเรียนด้วย
ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ รองเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติสื่อธรรมะครั้งนี้อย่างท้าทาย เล่าให้ฟังว่า เหตุผลหลักที่วัดพระราม 9 ทำขึ้นมาเป็นละคร ไม่ใช่เราทิ้งเรื่องของพระพุทธเจ้าที่เกิดมาบำเพ็ญบารมีในสิบชาติ
"แต่อาตมาคิดว่าเรื่องอย่างนั้นคนทำกันเยอะแล้ว เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เพราะเลยพุทธกาลไปแล้ว พระพุทธเจ้ามีจริงไหม ทุกวันนี้คนยังไม่อยากเชื่อ ปฏิบัติธรรมแล้วได้ผลไหม คนก็ไม่อยากเชื่อ นกพูดได้ สัตว์พูดเป็น คนก็ไม่อยากเชื่อ เลยไม่เอา แต่เอาหลักธรรมมา แล้วก็ดำเนินเรื่องใหม่"
เรื่องใหม่คืออะไร
"คือเรื่องของคนที่พูดจริง ปฏิบัติจริง เห็นผลจริงในปัจจุบัน เช่น คนที่ทำทานจริงๆ เสียสละจริง คนที่บริจาคดวงตา บริจาคชีวิต อย่างทหารไปรบชายแดน รู้ว่าจะตายก็ไป เราก็ผูกเรื่องขึ้นมา เพราะเป้าหมายของเราไม่ได้ต้องการสอนเรื่องพระพุทธเจ้า แต่ต้องการใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นตัวประกอบ แล้วอธิบายธรรมะด้วยเหตุการณ์จริง ด้วยคนจริงๆ ในปัจจุบันที่สัมผัสได้" ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณกล่าว
ท่านยังบอกอีกว่า อันนี้มันจะปฏิวัติการศึกษาเลยนะ เพราะหนังเรื่องนี้จะส่งเข้าไปสู่กระทรวงศึกษาธิการ แล้วกระทรวงศึกษาธิการจะนำไปเป็นแบบประกอบการเรียน เช่น คาบหนึ่งมี 50 นาที ก็ฉายละครธรรมะ 25 นาทีก่อนแล้วครูสอนอีก 25 นาที ต่อไปชั่วโมงพุทธศาสนาก็จะเป็นชั่วโมงดูหนัง ไม่ใช่ชั่วโมงที่เด็กเบื่ออีกต่อไป
"คือพอหนังจบก็ให้เด็กวิเคราะห์สัก 10 นาที อีก 15 นาทีครูก็ให้วิชาการ ให้เด็กเขียน เด็กได้ความรู้เพลิดเพลิน และได้ข้อคิดธรรมะที่นำไปปฏิบัติได้จริง"
แต่ทว่าการสร้างละครเรื่องหนึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก เพียงความยาว 25 นาที ก็ต้องใช้งบประมาณหลายแสนบาท ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณทำอย่างไร
"อาตมาไม่มีตังค์ แต่มีคนที่มาช่วยงานฟรี มีดาราอาสาสมัคร แล้วก็มีผู้สนับสนุนให้มา 1 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตอนละแสนกว่าบาท ก็ทำออกมาได้ 10 ตอน พอทำเสร็จแล้วก็ขอเด็กที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษมาแปลบทเป็นตัววิ่งบนจอ ด้วย ต่อไปเด็กที่ได้ดูหนังก็จะได้เรียนธรรมะเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย เป็นทรีอินวัน คือ ได้เรียนภาษาอังฤษ ได้ดูละคร และได้ศีลธรรมกลับมา
"เรามีทีมงานเขียนบทด้วย อาตมาให้ไอเดีย แล้วสรุปเรื่องทั้งหมดด้วยคำพูดสุดท้าย เช่น เรื่องของคนที่บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างศาสนทายาท แต่สุดท้ายก็ตาย เราสรุปบทจบว่า การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการคืนกำไรให้แผ่นดิน ถ้าเรื่องนี้เข้าไปในชั้นเรียน ครูก็จะไปตีโจทย์กับเด็กต่อหลังจากดูหนังจบลงว่า เราจะคืนกำไรให้แผ่นดินอย่างไรบ้าง ซึ่งการคืนกำไรให้แผ่นดิน ทำได้ง่ายๆ แค่ปิดไฟ ปิดน้ำ นี่ก็เป็นคืนกำไรให้แผ่นดินแล้ว ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โต"
เพราะฉะนั้นการปฏิวัติสื่อการเรียนการสอน ท่านบอกว่า ไม่ต้องการปฏิวัติสื่อด้านอื่น ไม่ต้องให้เด็กเรียนคอมพิวเตอร์ แต่ให้ปฏิวัติสื่อด้านใน ซึ่งเป็นแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือ สื่อใจ
"เราต้องการทำความสะอาด (Clean up) ใจของมนุษย์ เพราะเราเชื่อมั่นว่าใจของมนุษย์ คือซอฟต์แวร์ที่เก็บข้อมูลสำคัญ แต่ตอนนี้ไวรัสมันลง กายที่เป็นฮาร์ดแวร์ มันมีเครื่องทำความสะอาดเยอะ แต่จิตไม่มีเครื่องแอนตี้ไวรัสโปรแกรม ไม่มีเครื่องล้างไวรัส ชีวิตก็คล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์เป็นผู้สร้างคอมพิวเตอร์ และมนุษย์ก็เป็นคอมพิวเตอร์ตัวแรกที่สมบูรณ์ที่สุด ที่มีจิตจักรวาล และบางทีมนุษย์ก็ทำลายตัวเองได้เหมือนกันถ้าใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ไม่เป็น
"เพราะความยิ่งใหญ่ของจิตจึงทำให้มันมีความสามารถทำอะไรได้มากมาย รวมทั้งเลียนแบบตัวมันเองได้ด้วย เช่น สร้างกล้องเลียนแบบดวงตา แต่มันก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่สามารถรับสัมผัสได้ แต่จิตมนุษย์ทำได้ทุกอย่าง มันจึงให้กิเลสเข้าไปเล่นงานได้ เพราะเราป้องกันตัวเองไม่ทัน ทั้งๆ ที่เรามีที่สัญญา เป็นตัวเก็บข้อมูล มีสติเป็นตัวรู้ทัน มีศีลเป็นตัวป้องกันไวรัส ป้องกันกิเลส มีสมาธิเป็นตัวจัดไฟล์ของอารมณ์อย่างดี และมีตัวปัญญาเป็นทำความสะอาดจิต ชำระล้างอะไรที่ไม่ดีออกไป สามารถลงโปรแกรมใหม่ต่อไปได้"
ดังนั้น ท่านเจ้าคุณ จึงจำลองโรงเรียนน้องเณรขึ้นมา ในโครงการศาสนทายาท จำลองขึ้นมาให้เห็นว่า ระหว่างคนที่เรียนคอมพิวเตอร์กับน้องเณรที่ไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์นั้น พัฒนาทางกายและจิตเป็นอย่างไร จะแตกต่างกันแค่ไหน
"เรารับเข้ามาบรรพชาเลย เด็กเอ๋อๆ มาเลย มาพิสูจน์ มาถึงเราจับถ่ายพยาธิ ทำความสะอาด แล้วกินอาหารที่มีคุณภาพ ออกกำลังกาย พอด้านร่างกายสมบูรณ์และว่างแล้ว ก็มาดูด้านจิต ซอฟต์แวร์ เราลบข้อมูลเก่า ลบอารมณ์เก่าๆ ออกก่อน เช่น พ่อแม่แตกแยก เยอะมาก แล้วให้ความอบอุ่นกับเขา ให้เขาสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา สี่ห้าเดือนผ่านไปเห็นได้ชัด น้องเณรความจำดีกว่า สมาธิดีกว่า เขียนหนังสือได้ดีกว่า ขยันทำงานกว่า ไม่ขี้โมโห นิสัยดีกว่าเด็กที่จิ้มคอมพิวเตอร์อีก ที่มักขี้โกรธ ถ้าไม่ได้ดั่งใจ เขียนหนังสือไม่เป็น
"ผลสรุปก็คือ ช่วงที่สมองเด็กกำลังโตอย่าเอาคอมพิวเตอร์ไปเบรก ให้เขาเรียนรู้ธรรมชาติก่อนค่อยไปใช้คอมพิวเตอร์ เพราะทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กที่เราหลงลืมไปคาถานักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ สุ มาจาก สุตะ คือ ฟัง หรืออ่าน จิ มาจาก จินตะ คือ คิด พินิจพิจารณา วิจารณญาณ ปุ มาจาก ปุจฉา คือ ถาม เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง และ ลิ" มาจาก ลิขิต ก็คือ เขียน หรือสามารถสรุปความรู้ได้"
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นจิต ถ้าซอฟต์แวร์เสียก็จบ ถ้ามีไวรัส ก็รับข้อมูลดีๆ ไม่ได้
"เรา จึงต้องทำความสะอาดจิตของเด็กให้เขามีพื้นที่ว่างๆ ในสมอง แล้วค่อยใส่ข้อมูลดีๆ เข้าไป ตอนนี้เด็กๆ เก็บแต่ขยะไว้ในสมอง ในจิต ไม่เกิดประโยชน์ ในที่สุดไวรัสเล่นงาน ปลวกกิน ทุกอย่างเลย กระทรวงศึกษาธิการเพิ่งประกาศให้เด็กสอบด้วยระบบอัตนัยแล้ว เพราะทักษะที่เกิดขึ้นคือการได้คิด เขียน ข้อสอบปรนัยไม่มีอะไรให้คิด ให้วิเคราะห์ และให้เขียนเลย เด็กจบ ป.6 ก็เลยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กันเยอะมาก
"ที่สำคัญในวัยนี้คอมพิวเตอร์ไม่ควรให้เล่นเลย เพราะจะเป็นหายนะของมนุษยชาติในรุ่นต่อไป นี่เป็นการทุบกระจกการศึกษาไทยเลยทีเดียว ที่เราจะบอกว่าให้เอาเทคโนโลยีออกไป อาตมาพูดเรื่องนี้ก็ถูกว่าเอาว่า ทำให้เด็กล้าหลัง แต่จริงๆ แล้วถ้าเราทำมนุษย์ให้ทันสมัยยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์มันจะล้าหลังได้อย่างไร"
"ทศบารมี" เป็นละครธรรมะเทิดพระเกียรติฉลองพระชันษา 96 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีการนำเสนอในรูปแบบละครกึ่งสารคดี ซึ่งเป็นดำริของพระศรีญาณโสภณที่ต้องการจะนำเสนอรายการธรรมะรูปแบบใหม่ที่มี สีสัน น่าชม แต่ได้แฝงคติข้อคิดและหลักธรรมไว้ในแต่ละตอน ดังนี้ 1.ทานบารมี เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ การคืนกำไรให้แผ่นดิน 2.ศีลบารมี คือ กรรมธรรม์ประกันชีวิตทั้งในชาตินี้และชาติหน้า 3.เนกขัมมะบารมี บวชกายแล้วต้องบวชใจ เพื่อคืนกำไรให้แผ่นดิน 4.ปัญญาบารมี แสงอาทิตย์ส่องทาง แต่แสงแห่งปัญญาส่องใจไม่ให้หลงทาง 5.วิริยะบารมี ความพากเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา จะนำพาชีวิตให้รุ่งเรือง 6.ขันติบารมี สุขอยู่ที่ทนทุกข์ 7.สัจจะบารมี คือ ยารักษาความรัก ชีวิต และแผ่นดิน 8.อธิษฐานบารมี คือ การตั้งในเด็ดเดี่ยว เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง มิใช่การจุดธูปอ้อนวอนบวงสรวง 9.เมตตาบารมี คือ ความรักที่บริสุทธิ์ ที่ปราศจากเงื่อนไขการเวลา และ 10.อุเบกขาบารมี คือ ความเข้าใจ ภูมิใจ และวางใจ สร้างหลักชัยให้ชีวิต
สนใจดีวิดีละครธรรมะ "ทศบารมี" ติดต่อได้ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก โทรศัพท์ 0-2318-5925-7
- อ่าน 670 ครั้ง

ความคิดเห็น
คิดนอกกรอบ เพื่อพัฒนาการที่ดีกว่า ขออนุโมทนาครับ
สาธุ สาธุ สาธุ ขอรับพระคุณเจ้า
เรื่องนี้ รัฐน่าจะทำตั้งนานแล้วครับ เพื่อส่งเสริมคนในชาติให้มีคุณธรรม จริยธรรม ประกอบสัมมาชีพ ไม่ลุ่มหลงในอบายมุข ไม่ประกอบอาชญากรรม ปัญหาทุกอย่างภายในชาติก็จบ เมื่อคนชาติมีคุณภาพ มีความสมัคสมานสามัคคี ไม่เลือกพวก ไม่ประพฤติชั่ว ไม่ทุจริตคดโกง เงินงบประมาณใช้อย่างคุ้มค่า มีประโยชน์ ประเทศชาติก็รุ่งเรือง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติก็เข้มแข็ง (โครงการไทยเข้มแข็งไม่มีก็ได้) ประเทศก็เป็นอภิมหาอำนาจได้ภายในไม่กี่ปี
ไม่รู้รัฐบาล ส.ส. ส.ว. และ ส..... ทั้งหลาย เกิดความรู้สึกหรือยัง หากนึกได้ จะจัดงบประมาณถวายท่าน หรือจะตั้งท่านเป็นที่ปรึกษา ประธาน หรือ กรรมการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ หรือคณะกรรมการอื่น ๆ ประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรืองไม่น้อยนะครับ... เจ้านาย...!
แสดงความคิดเห็น