สัมมนา"พระป่า" แจงระเบียบใหม่"มส." ตั้งศูนย์ดูแลพระเดินขบวน

 ก่อนหน้านี้จะสิ้นรัฐบาล "ทักษิณ" พอจำกันได้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้าน พ.ร.บ.สงฆ์ก็ดี หรือคัดค้านการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชก็ดี มีขบวนพระสงฆ์นุ่งห่มสีเหลืองเดินทางไปชุมนุมประท้วงทั้งที่สนามหลวงและหน้ารัฐสภา

เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ และยังนำไปสู่การโต้ตอบกันระหว่างสงฆ์กับสงฆ์ และสงฆ์กับฆราวาส

เรื่องผ่านมากระทั่งการบริหารงานเกี่ยวกับพระสงฆ์ในกระทรวงศึกษาธิการ มีการเปลี่ยนแปลงทำให้การสนองงานพระสงฆ์เปลี่ยนจากกรมศาสนามาเป็นหน้าที่ของ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ส่งผลให้โครงสร้างการบริหารงานพระสงฆ์เปลี่ยนแปลง รวมถึงลำดับผู้บริหารด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันโดยทั่วถึง ในบทบาทหน้าที่ใหม่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และงานบริหารโครงสร้าง โดยเฉพาะกับ "พระป่า" หรือพระสังฆาธิการ สายธรรมยุต จึงมีการจัดประชุมขึ้นที่ วัดป่าบ้านค้อ ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

พระป่าจาก 19 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขึ้นกับคณะสงฆ์ภาค 8-9-10-11 (ธรรมยุต) ได้เดินทางมาประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการ และประชุมตรวจธรรมสนามหลวง ซึ่งมีพระสงฆ์มาร่วมประชุมถึง 2,589 รูป เป็นการชุมนุมพระเถระผู้ใหญ่และเกจิอาจารย์ในสายพระป่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พระมหานิรุตต์ ฐิตสังวโร เลขานุการเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) เล่าว่า โดยปกติแล้วการสัมมนาจะว่าด้วยเรื่องของการประชุมตรวจธรรมสนามหลวงชั้นตรีอย่างเดียว แต่เมื่อเห็นว่าในเรื่องการบริหารงานของพระพุทธศาสนาในไทยเรามีการเปลี่ยนแปลง จึงได้จัดสัมมนาควบคู่ไปด้วย

"ด้วยมุมมองความคิดที่เห็นว่า ในการจัดประชุมตรวจธรรมสนามหลวงแต่ละครั้ง มีพระสงฆ์มารวมกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นเจ้าคณะและพระสังฆาธิการ พระปริยัตินิเทศ ครูสอนพระปริยัติธรรม พระบัณฑิตอาสาเกือบทั้งหมด โดยมีคณะสงฆ์ภาค 8 เป็นเจ้าภาพ การจัดประชุมครั้งนี้จึงมีแนวความคิดที่จะให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จึงจัดประชุมแบ่งเป็นสองส่วน คือ ประชุมตรวจธรรมสนามหลวง และประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการและพระเลขานุการ"

พระมหานิรุตต์บอกอีกว่า เนื้อหาการประชุมในส่วนหลังนี้ เห็นว่าปัจจุบันนี้เดิมการบริหารงาน การสนองงานคณะสงฆ์ปัจจุบันได้ปรับเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร จึงต้องการให้พระสังฆาธิการ พระเลขานุการ ได้เข้าใจ

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 6 องค์กรหลักของงานคณะสงฆ์ ได้แก่ งานด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ การศึกษาสงเคราะห์ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับฝ่ายภาครัฐ ต้องมาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน ซึ่งในการนี้ไม่ได้ประชุมสัมมนาเพื่อนำเสนอโครงสร้างและรูปแบบขององค์กรสำนักงานพระพุทธศาสนาฯอย่างเดียวเท่านั้น แต่ได้มีการประชุมกลุ่มย่อยคณะสงฆ์แต่ละภาคและผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแต่ละจังหวัดด้วย เพื่อดูว่าเขามีปัญหาอะไรบ้าง" เลขานุการเจ้าคณะภาค 8 กล่าว

บรรยากาศการสัมมนาเริ่มต้นขึ้นด้วย พระสงฆ์จาก 19 จังหวัดภาคอีสาน เดินทางมาพักปักกลดที่วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี เตรียมเข้าประชุมตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พระจากทุกจังหวัดและจากทุกสารทิศในอีสานนับได้ราว 1,500 รูป กลดสีกรักเรียงรายเต็มพื้นที่ของวัด
พระมหานิรุตต์ ฐิตสังวโร

เช้าวันที่ 12 ธันวาคม พระสงฆ์ทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมศาลาธรรมสภา เรียบร้อย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ 1 ใน 7 ของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ทำหน้าที่ประธานเปิดประชุมสัมมนา

ซึ่งมีเนื้อหาบอกเล่าเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กรใหม่ คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และแนวนโยบายการบริหารงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ต่อจากนั้นพระสังฆาธิการทุกระดับ และสำนักงานพระพุทธศาสนาทั้ง 19 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย เพื่อแยกประชุมกัน และมีการสรุปผลการประชุม

เสร็จสิ้นปิดท้ายการประชุมด้วยการที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่พระสังฆาธิการทุกรูปที่เข้าประชุมสัมมนา

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ บอกเล่าถึงผลการประชุมสัมมนาว่า สาระหลักของการสัมมนาพูดถึงงบประมาณที่ใช้ในกิจการส่งเสริมพระพุทธศาสนาโครงการต่างๆ ควรจะมีแผนการดำเนินงานตามที่ตั้งงบประมาณไว้ แทนที่จะต่างฝ่ายต่างทำ ควรนำแผนงานมาประสานกับฝ่ายคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย และควรจะมีแนวทางการทำงานที่ต่างไปจากเดิมหรือไม่ รวมถึงขบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหลักสูตรการศึกษาของพระสงฆ์ว่าปีต่อๆ ไปควรเป็นอย่างไร

"เป็นเหมือนการทำปฏิทินงานร่วมกัน เพราะเดิมเป็นการทำงานเฉพาะของสำนักงานพระพุทธศาสนาฝ่ายเดียว แต่เดี๋ยวนี้จะต้องทำงานร่วมกันกับฝ่ายสงฆ์ด้วย ตัวอย่างเช่นการจัดอบรมพระที่จะไปเป็นพระนักเผยแผ่ จะต้องมีความเห็นสอดคล้องกันในการจัดทำหลักสูตรร่วมกันว่าควรมีเนื้อหาอย่างไร เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และกำหนดกลุ่มที่จะรับผิดชอบ ซึ่งในส่วนของคณะภาค 8-9-10-11 ของธรรมยุต จะมีการทำรายละเอียดอีกครั้ง" รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนากล่าว

และบอกว่า ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนา ที่จำเป็นต้องปรับปรุง คือ การกระจายอำนาจลงไปในพื้นที่ หรือลงไปในจังหวัดให้มากขึ้น

"อย่างกรณีของการสร้างวัด กับการตั้งวัด กฎกระทรวงเดิมให้ขึ้นอยู่กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคือส่วนกลาง แต่ตอนนี้กำลังเร่งแก้ไขกฎกระทรวง ให้อำนาจตกในระดับจังหวัด เพื่องานจะได้เร็วขึ้นไม่ล่าช้า"

นอกจากนี้ มส.มีมติเห็นชอบว่าด้วยการออกระเบียบให้มีการจัดตั้ง "ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ" เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยภาครัฐ และคณะสงฆ์ รวมทั้งภาคประชาชน ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานด้วยกัน โดยทางคณะสงฆ์นั้นมีสายบังคับบัญชาอยู่แล้ว เพียงจัดกลุ่มออกมาตั้งแต่ระดับส่วนกลาง ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ เป็นต้น

"ซึ่งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาที่จะตั้งขึ้นนี้ จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม หรือจัดการแก้ปัญหาพระสงฆ์ชุมนุมประท้วง หรือรวมตัวเดินขบวนด้วย และยังครอบคลุมไปถึงการจัดรายการวิทยุของพระ หรือรายการวิทยุ-โทรทัศน์ที่มีพระไปพูดบรรยาย เป็นวิทยากร หากมีการพูดจาผิดทำนองคลองธรรม หยาบโลนไม่สุภาพ หรือออกมาในเชิงพาณิชย์ จะต้องถูกตรวจสอบและควบคุมดูแล"

นพรัตน์บอกว่า ขณะนี้ระเบียบการจัดตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติได้กำหนดจัดร่างออกมาเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ พร้อมทั้งเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ผู้เขียน:
ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ
ที่มา:
มติชน

น่าอนุโมทนาภาค ๘,๙,๑๐,๑๑ จังภาคอื่นน่าเอาอย่างมั่ง ภาคของผม ๑๐ ปีข้อมูลยังเหมือนเดิมไม่มีการปรับปรุงเลย การประชุม ๓ วันยังลดเหลือ ๒ วันเลย

แสดงความคิดเห็น