"วัดเขาทอง" ตั้งอยู่ที่บ้านเขาทอง เลขที่ 185 หมู่ 4 ต.เขาทอง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เจ้าอาวาสคนปัจจุบันคือ "พระครูนิภาธรรมวงศ์" เจ้าคณะปกครองสงฆ์ เจ้าคณะตำบลย่านมัทรี วัดเขาทอง
เมื่อไม่นานมานี้กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เปิด "ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์" ที่วัดเขาทอง เพื่อให้เป็นศูนย์นำร่องต้นแบบ โดยเชื่อมโยงกับ ศูนย์วัฒนธรรมไทยสายชุมชน ต.เขาทอง ตามนโยบายของ วธ.และต้องการให้วัดเขาทองเป็นศูนย์นำร่องต้นแบบ ซึ่งทางกรมการศาสนา และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ ได้หารือกัน พบว่าวัดเขาทองมีความพร้อมในด้านบุคลากร และได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี ประกอบกับสถานที่ตั้งวัดอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์บูรณาการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตำบลเขาทอง ซึ่งมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง เริ่มดำเนินการจัดการเรียนการสอน ในวันที่ 11 ธันวาคม 2550 โดยยึดแนวทางของกรมการศาสนาเป็นแบบอย่างในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดแนวทางให้มีการสอนธรรมศึกษา ตรี โท เอก โดยเปิดการสอนทั้งหมด 3 ห้อง แบ่งเป็น ธรรมศึกษาตรี 2 ห้อง ธรรมศึกษาโท 1 ห้อง โดยมีนักเรียนเข้าเรียนในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดเขาทองแห่งนี้ ทั้งหมด 135 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนเขาทอง และโรงเรียนเขาทองพิทยาคม ส่วนครูผู้สอนนั้น ได้รับความร่วมมือจากพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ซึ่งเป็นภิกษุในวัดเขาทอง จำนวน 4 รูป มาเป็นครูผู้สอนธรรมศึกษา
นอกจากนั้น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ยังได้จัดสอนเสริมในส่วนที่เด็ก และเยาวชนในชุมชนมีความสนใจ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะครูโรงเรียนวัดเขาทอง และ โรงเรียนเขาทองพิทยาคม จำนวน 8 ท่าน สิ่งที่สำคัญอีกอย่างของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง คือเปิด "ห้องสมุดชุมชนท้องถิ่น" เพื่อให้ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง ได้ค้นคว้าศึกษา และได้เรียนรู้หลักธรรมคำสอนทางด้านพระพุทธศาสนา
ส่วนการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง ได้รับความเมตตาจากพระครูนิภาธรรมวงศ์ เจ้าอาวาสวัดเขาทอง โดยบริจาคปัจจัยสนับสนุนจำนวน 20,000 บาท และกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดสรรเงินงบประมาณ 350,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง นอกจากนี้ ทางสภาวัฒนธรรมตำบลเขาทอง ได้สนับสนุนเสื้อผ้าให้กับเด็กๆ ในศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์อีกด้วย
นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง จัดขึ้นเพื่อต้องการให้วัดเขาทองเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของชุมชน ดังนั้น กรมการศาสนาจึงร่วมกับวัดเขาทอง ชุมชนใน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทองแห่งนี้ขึ้น เพราะต้องการให้ทุกภาคส่วนของสังคม มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทย ให้เป็นสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน โดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เป็นหลัก ในการมุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม และจริยธรรม
ขณะที่ พระครูนิภาธรรมวงศ์ เจ้าอาวาสวัดเขาทอง เล่าว่า วัดได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมใหกับเด็กๆ เป็นหลัก โดยใช้วิธีการสอนแบบง่ายๆ และเน้นให้มีการปฏิบัติจริง เช่น การทำบุญตักบาตรในวันพระ สอนให้รู้จักการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุ หรือสอนด้วยนิทาน ที่พระเล่าถึงประสบการณ์บาปบุญให้นักเรียนฟัง เป็นต้น ผลที่ออกมาคือ เด็กได้รู้จักการเข้าวัด และยังเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลวัดมากขึ้น ดังนั้น พระครูนิภาธรรมวงศ์จึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในทุกพื้นที่ของประเทศ
ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดเขาทอง จะเปิดสอนเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ระยะเวลาที่เปิดสอน ปีละประมาณ 129 ชั่วโมง เปิดสอนเป็นช่วงๆ โดยในช่วงแรก เปิดระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม และช่วงที่ 2 จะเปิดในเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน
ถึงจะเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่เป็นศูนย์ต้นแบบ แต่ก็สามารถทำให้เด็กๆ ในพื้นที่ชุมชนวัดเขาทองแห่งนี้ มีพัฒนาการทางด้านคุณธรรม และจริยธรรม หากยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนวัดเขาทองสามารถหาความรู้ใหม่ๆ ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งปฏิบัติได้จริง
ถือเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ความเป็นอยู่ของสังคมเกิดความสันติสุข อย่างน่าภาคภูมิใจในสังคมไทย
ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่เคยเรียนที่โรงเรียนวัดเขาทองและเคยไปกินข้าวที่วัดเขาทองมาแล้วแค่ผมไม่เคยลืมวัดและโรงเรียนนี้เลยยังอยู่ในใจผมตลอดผมเป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมาราชแต่พ่อแม่มาอยู่ที่ปากคลองจำความได้ก็มาอยู่แล้วเรียนที่โรงเรียนวัดเขาทองได้แค่ป.2ก็ต้องย้ายกลับไปอยู่นครศรี
ผมเป็นหลานของมโนราห์หลายวงเช่นมโนราห์ขำคมและมโนราห์ถาวรฉแล่มแต่เดียวนี้คงเลิกกันไปหมอดละมังนันตั้งแต่ผมไปอยู่นครก็ไม่มีโอกาศได้กลับมาปากคลองเลยความทรงจำตอนผมเด็กๆๆๆ
ผมคิดถึงที่ที่ผมรักและที่ที่ผมเคยวิ้งเล่นตลอดหัวงว่าคงมีสักวันผมจะกลับมาทำสิ่งดีๆๆๆๆให้กับโรงเรียนและวัดที่ผมคิดถึ่งตลอดมา26ปีผ่านมายังจำได้ทุกอยากแต่เดียวนี้คงเปลียนไปมากแล้วสินะ
ทุกที่ผมเคยไปหมอดทั้งวิกหนังเก่าวัดเขาอ้อสถานีรถไฟตลาดปากคลองมีแม่ค้าใจดีหลายคนเคยให้ขนมผมกินต้อนเลิกเรียนบ่อยๆรักทุกสิ่งที่ปากคลอง.... เด็กตัวน้อย
๑. การทำงานเอาหน้าเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของคนไทย เช่นเดียวกับการรักษาวันพระ ซึ่งมี ๕๒ วันพระ ต่อปี ให้เหลือเพียง ๕ วันของประทศไทย คือ
๑.๑ วันวิสาขบูชา
๑.๒ วันมาฆะบูชา
๑.๓ วันอาสาฬหบูชา
๑.๔ วันเข้าพรรษา
และ๑.๕ วันออกพรรษา
๒. ต่างจากประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ผู้คนทุกระดับชั้นให้ความสำคัญกับวัน ศุกร์ ตลอดปี และประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ ผู้คนทุกระดับชั้น ให้ความสำคัญกับ วันอาทิตย์ ตลอดปีเช่นกัน การที่ทั้ง ๒ ศาสนาสามารถรักษาวันสำคัญทางศาสนาของเขาได้ ศาสนาทั้ง ๒ จึงเจริญรุ่งเรืองมานับ พันๆปี ถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่พระพุทธศาสนา เกิดก่อนศาสนาทั้ง ๒ เสียด้วยซ้ำ ดูจากจำนวนประชากรของศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ทั้งโลกแล้ว นับวันยิ่งมากขึ้นๆๆ ผิดกับประเทศไทย ที่ให้เสรีในการนับถือศาสนา นับวันน้อยลงๆๆๆ ที่เหลืออยู่ ก็ถกเถียงความเป็นพุทธแท้ กับพระไตรปิฎกฉบับราชาธิปไตยนี่แหละ
๓. นอกจากให้เสรีในการนับถือศาสนาแล้ว การถกเถียงว่าแนวทางไหนเป็นพุทธแท้กว่ากัน การสร้างภาพวันพระ๕ วันเพราะ รักษาวันพระ ตลอดปีไม่ได้ ศาสนาย่อมเสื่อมถอยไปจากจิตวิญญาณคนไทยไปเรื่อยๆ ต่อไปคนไทยจะไม่มีพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ใครมาเป็นใหญ่ ปกครองบ้านเมืองเขาก็จะนำลัทธิ-ศาสนาที่เข้มแข็งของเขา มาใช้กับประเทศไทยต่อไป คนไทยจะมีสภาพเพียง ผู้รับใช้ ที่จงรักภักดี ต่อผู้ให้ เงิน ให้ยศ เท่านั้น เช่นประเทศในทวีปแอเซีย ที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในยุโรบ และสหรัฐอเมริกามาแล้วเป็นต้น
๔. หนทางแก้ไข ณ เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิด คือรัฐบาล จะต้องให้นโยบายต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด รักษาวันพระของ พระพุทธศาสนาให้เป็นรูปธรรมให้ได้ จากจังหวัดสู่ อำเภอ สู่ตำบล สู่ชุมชน สู่หมู่บ้าน สู่ครอบครัว แรกๆยังไม่ต้องหยุดวันพระหรอก ทดลองเพียงช่วงเช้า(๐๗๐๐-๐๙๐๐) จัดให้มีการประกวดแข่งขันกัน ว่าครอบครัวใด หมู่บ้านใด ชุมชนใด วัดใด ปฏิบัติได้เข้มแข็งกว่ากัน มีรางวัลตอบแทน
๕. จังหวัดสมุทรสงคราม สมัย นายวีรยุทธ เอี่ยมอำภา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เคยริเริ่ม"โครงการเข้าวัดวันพระ" โดยตัวท่านเองเป็นผู้นำ มีวัฒนธรรมจังหวัด และพุทธศาสนาจังหวัด เป็นฝ่ายอำนวยการหลัก ประสานกับเจ้าคณะจังหวัด ช่วงนั้นเป็นที่ชื่นชม ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ และพุทธจักร์ เป็นอันมาก ทางสำนักนายกรัฐมนตรีสมัย ฯพณฯ พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็ทราบผลงาน อานิสงค์ความดีของท่าน ทำให้ได้ปรับย้ายสู่ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งใหญ่ขึ้น ภายหลังที่ท่านย้ายไป ผวจ.ท่านใหม่ ว่าที่ ร.ต. โอภาส ฯ ย้ายมาแทน ท่านรักษาวันพระ ได้ถึงตลอดปี ๒๕๕๐ แล้วโครงการที่ดีก็ยุติลง ท่านกล่าวสั้นๆว่า "ไม่มีผู้ว่าราการที่ไหนเขาทำกัน" ภาษาฟุตบอลเขาเรียกว่า "ออฟไซท์" หรือเรียกง่ายๆว่า "ทำเกินหน้าผู้ใหญ่" เจริญเติบโตยาก ขอฝากรัฐบาลใคร่ครวญด้วย
ดิฉันในนามของคนเขาทอง ได้ติดตามความคืบหน้าของโรงเรียนที่สร้างขึ้น
มีการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกที่มีนักเรียนและครูเข้าไปทำการเรียนการสอน
แต่ทุกวันนี้ไม่การเรียนการสอนแล้ว
ห้องคอมก็ปิดตายไม่ให้ใครใช้บริการ
บอกได้ว่าผู้ใหญ่นายโตในเขาทองเสนอหน้าสร้างกันขึ้นมาเองเพื่อเอาหน้าเอาตา
เป็นผลงานของตัวเอง แล้วก็ปล่อยให้มันรกร้างว่างเปล่า
แทนที่เมื่อก่อนเคยให้เป็นที่อาศัยของพระสงฆ์ก็ดีอยู่
แสดงความคิดเห็น