http://newweb.bpct.org/content/view/202/110/
(เทปบันทึก)รายการกรองสถานการณ์ NBT เรื่อง ศาสนพุทธ..ศาสนาประจำชาติ โดย พระมหา ดร.โชว์ ทสฺสนีโย พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ รศ.ดร.สมภาร พรมทา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๙ พ.ค. ๒๕๕๑
อ้างอิงจากเวบไซต์ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
หวังไปเถอะตราบไดที่ยังมีปัญหาให้แก้ ยิ่งกว่า "ลิงแก้แห" อยู่อย่างนี้ แม้แต่หัวไม่กระดิก หางคงมีแต่กุดเท่านั้นแหละ Impossible แน่นอน ๑,๐๐๐,๐๐๐ % ชัวร์.
แม้จะส่งกระทู้ช้าไปหน่อย(เขียนเมื่อ มิ.ย.๕๐) แต่เห็นว่ายังทันสมัยอยู่ จึงเสนอเป็น"มุมมอง" อีกมุมมองหนึ่ง
เรื่อง เห็นสมควรบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ
เหตุผลในการเสนอ เห็นสมควรบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ มีข้อพิจารณา ๔ ประการ คือ
๑. ปัญหาโลก และสันติภาพโลก
๒. วิกฤติประเทศไทย
๓. ข้อเท็จจริง
๔. ขัอเสนอ
๕. ข้อสรุป
เนื่องจากได้มีการศึกษาศึกษา และปฎิบัติธรรม ในพุทธศาสนามาพอสมควร มุมมองจึงอาจเหมือนกัน หรือแตกต่างจากกลุ่มผู้ชุมนุม สนับสนุนบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ฯ และโดยเฉพาะแนวความคิด ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง , สสร.บางท่าน, สื่อมวลชนบางฉบับ ที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน
ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในมุมมอง มี ๓ ประการ
๑. ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ในพระพุทธศาสนามากท่านหนึ่ง โดยเฉพาะรายการตามหา “แก่นธรรม “
๒. ASTV 1 ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล รายการ “ธรรมาภิวัฒน์ “ ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๑๑๐๐– ๑๒๐๐
๓. การตีแผ่ข้อมูล ทุจริต ฉ้อราษฏร์ – บังหลวง ของรัฐบาลที่ผ่านมา ต่อเนื่องยาวนาน ๑ ปี ก่อนรัฐประหาร ใน ๑๙ ก.ย. ๔๙
ทั้ง ๓ ประเด็นดังกล่าว เป็นการทดสอบพลัง “ไทยพุทธ” อย่างแนบเนียนว่า ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ปี ๒๕๔๙ ไทยพุทธ ๙๔ % (๖๑ ใน ๖๕ ล้านคน จากจำนวนประชากรไทย ) เป็น ไทยพุทธแท้ๆ ที่เข้าถึง “พุทธ “ กี่ % พอสู้รบปรบมือกับข้าศึกภายนอกได้หรือไม่ การเปิดประเด็นไม่เห็นด้วยของ ดร. เจิมศักดิ์ ฯ จึงเป็นการทดสอบพลังสามัคคีชาวไทยพุทธว่า วิกฤติประเทศไทยถึงปานนี้แล้ว ถ้ายังทะเลาะกันไม่หยุด เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง ก็คงไม่ได้ของดีแน่นอน กระผมทราบคำตอบ ดร. เจิมศักดิ์ ฯ แล้วว่า ท่านต้องการอะไร
ขอนำเข้าประเด็น
๑. ปัญหาโลก และสันติภาพโลก
๑.๑ ประเภทสุดโต่ง ฝ่ายทุนนิยมสหรัฐฯ ประเทศนี้ไม่มีศาสนาประจำชาติ อยากสร้างสันติภาพโลก หรือเป็นตำรวจโลก โดยยึดหลัก “ต้องรวยเสียก่อน” จึงสร้างสันติภาพได้ ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยรูปแบบ ประชาธิปไตย “ ทุนนิยม “ หรือ “ โลกาธิปไตย “ ที่มี “เงินคือพระเจ้า “ เป็นสรณะ อาศัย วิทยาศาสตร์- เทคโนโลยี – อาวุธสงคราม ทันสมัย อานุภาพรุนแรง และการบริหารจัดการ ที่ดี เป็นเครื่องมือ ขยายอำนาจ
๑.๒ ประเภทสุดโต่งฝ่ายเทวนิยม อยากสร้างสันติภาพโลก ด้วยการจัดระเบียบโลก ด้วยอุดมการณ์ ต้องให้คนทั้งโลกเปลี่ยนมานับถือศาสนาของตน โดยมี”พระผู้เป็นเจ้า” องค์เดียวเท่านั้น แล้วสันติภาพโลกจะบังเกิด จัดอยู่ในประเภท “อัตตาธิปไตย “ โดยอาศัย คนจำนวนมาก กับการก่อการร้ายทุกรูปแบบ และทรัพยากรสำคัญ คือ น้ำมัน เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม การสุดโต่งของทั้งฝ่าย “ทุนนิยม สหรัฐ “ และ เทวนิยมบางศาสนา ถือเป็น “มิจฉาทิฏฐิ “ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง
“ โลกาธิปไตย ( ถือเงินเป็นใหญ่ )” กับ “อัตตาธิปไตย ( พระผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ ) “ ซึ่งไม่มีทางที่โลกจะเป็นปกติสุขได้ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ จนสิ้นโลก ( ฝ่ายหนึ่งมี คนบอมบ์ ,คาร์บอมบ์,บินบอมบ์,ใต้ดินบอมบ์ อีกฝ่ายมี ปรมาณูบอมบ์ )
สันติภาพโลก จะเกิดได้อย่างไร
๑. ศาสนาเทวนิยมที่พอดี ( สายพิลาป ) ไม่ว่า ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ต่างมีประชาธิปไตย แบบอัตตาธิปไตย ( มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นสรณะสูงสุด ) และมีรัฐธรรมนูญของตน ทุกๆคนในสังคม ต่าง เข้าใจ – เข้าถึง – “ วิถีคริสต์ – วิถีอิสลาม “ ต่างคนต่างเคารพในสิทธิ และหน้าที่ ของกัน และกัน ความพอดี ความเสมอภาคกัน เป็นปัจจัยให้คนที่มีศาสนาต่างกัน อยู่ร่วมกันได้ อย่างปกติสุข และสงบสุข
๒. พุทธศาสนา ( มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ) สร้างสันติภาพโลกด้วยอุดมการณ์ “ ธรรมาธิปไตย “ โดยอริยสัจจ ๔ บนหลักการ คน และสัตว์ มีกิเลศ เป็นพื้นฐาน สันติภาพจะเกิดได้ ต้องเกิดที่ตนเองก่อน โดยกำจัด “ กิเลศ “ เจ้าเรือน ส่งเสริม “ความดี “ ( คุณธรรม ) และรักษา “ความดี” ด้วย “ ปัญญา “ ตามแนวโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ประกอบด้วย ไม่ทำความชั่ว ( กำจัดกิเลศ ) ทำแต่ความดี (สร้างคุณธรรม) ทำจิตให้บริสุทธิ์ ( รักษาคุณธรรม-พัฒนาคุณธรรม-ไม่ยึดติดคุณธรรมจนเกินพอดี ) ด้วยวิธีการของ ศีล สมาธิ และปัญญา
ศีลนำไปสู่ปกติสุข สมาธินำไปสู่สงบสุข และปัญญานำไปสู่ บรมสุข
บุคลที่เข้าถึงภาวะนี้ และเป็นผู้นำ ระดับใด ย่อมนำสันติสุข สู่บุคคลนั้น ครอบครัวนั้น ชุมชนนั้น สังคมนั้น ประเทศนั้น โลกนั้น นี้คือ สันติสุข ที่ทุกคนใฝ่ฝัน สามารถรู้ได้ พิสูจน์ได้ เป็นไปได้ นี้คือ สันติภาพโลก อย่างแท้จริง
๒. วิกฤติประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทย ปกครองโดยระบอบ ประชาธิปไตย รูปแบบ “พราหมณ์” (ประเภทอัตตาธิปตัย ) เน้นมนต์พิธี พิธีการ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์ เป็นส่วนใหญ่ ที่จริง ประเทศไทย ควรปกครองโดยระบอบ ประชาธิปไตย ฯ รูปแบบ “ ธรรมาธิปไตย “ หรือ “ พุทธาธิปไตย “ เพราะมี พระพุทธศาสนา เป็นพื้นฐาน ตั้งแต่กรุงสุโขทัย เป็นราชธานี การปฎิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นประชาธิปไตย ฯ แบบไร้ศาสนา รูปแบบ “โลกาธิปไตย “ การหยุดราชการ วันเสาร์ – อาทิตย์ ทำให้คนไทยพุทธ หลงทาง ห่างเหิรวันพระ ห่างเหิรพระพุทธศาสนา จากคนไทยที่ถือ คติ “ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว “ กลายเป็น “ เงินเป็นนาย ใจเป็นบ่าว “ คอรัปชั่น ระบาดตั้งแต่ชนชั้นระดับสูง จนถึงรากหญ้า เป็นทาสบริโภคนิยม – วัตถุนิยม ของประเทศทุนนิยมสหรัฐฯ ซึ่งถือ “ เงิน เป็นสรณะ หรือ เงิน คือ พระเจ้า “
เมื่อมีเหตุการณ์ ๓ จชต. จากพวกคลั่งศาสนาประเภทสุดโต่ง ( สายเหยี่ยว ) นักฆ่ามืออาชีพ ประทุษร้ายคนไทย ทั้งไทยพุทธ ไทยคริสต์ และไทยมุสลิม ไม่เว้นแม้พระสงฆ์ จึงเกิดความคิดว่า การบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ อย่างถูกกฎหมาย น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อให้จิตสำนึก ความเป็นไทยพุทธ รวมตัว “ สามัคคีธรรม “ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยคติที่ว่า “สามัคคี คือพลัง“ จากการชุมนุมประท้วงการจับกุม ของสตรี – เด็ก ไทยมุสลิม ๑๐๐ - ๒๐๐ คน เพื่อให้ราชการไทย ปล่อยตัวผู้กระทำผิด ยุทธวิธีนี้ รัฐบาลไทย จึงควรนำมาใช้บ้าง คือ “ พลังสามัคคี “ ไทยพุทธ ว่า ๙๔ % ไทยพุทธ กับพลังก่อการร้ายแยกดินแดนส่วนหนึ่ง ทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศเลยว่า ควรมอบดินแดน ๓ จชต. ให้กับผู้ก่อการร้ายเหล่านี้หรือไม่ เพื่อแลกกับการที่คนไทยพุทธ ไม่ต้องถูกฆ่ารายวัน โดยไม่รู้ตัว
วิกฤตสร้างโอกาส สมควรแล้ว ที่การร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ควรบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำประเทศไทย เพื่อสนองพระราชสวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงต้องการเห็น พสกนิกรชาวไทย รวมพลังสามัคคี ยุติการก่อการร้าย เข่นฆ่าผู้คนที่ไม่มีทางต่อสู้ การเผาสถานที่ราชการ และอื่นๆ ใน ๓ จชต. เป็นสำคัญ
วิกฤตการณ์ประเทศไทย ที่ไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญๆ ได้แก่
๑. คนไทยพุทธขัดแย้งกันเอง แสดงถึงความอ่อนแอ ขาดสามัคคีธรรม ตลอด ๗๕ ปี ที่ผ่านมา ทั้งๆที่คนทะเลาะกัน จบปริญญาตรี-โท-เอก ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ เป็นช่องทางให้คนที่ชอบฉวยโอกาส ที่เข้มแข็ง และแข็งแรงกว่า สอดแทรกมาได้ นี้คือธรรมชาติของโลก และของสัตว์โลก “ผู้แข็งแรงกว่า ย่อมชนะผู้อ่อนแอกว่าเสมอ “
๒. ประเทศไทยมีศาสนาที่ดี คือ พระพุทธศาสนา แต่นำมาใช้ไม่ถูกทาง หวงแหน ลึกลับ รักษาตัวบุคคลมากกว่ารักษาธรรมะ เข้าใจยาก ขาดการพัฒนา เปรียบเหมือนของที่หงายแล้วนำไปคว่ำ แม้ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมท เองยังเข้าใจว่า “ วิปัสสนา “ ขัดขวางการพัฒนาประเทศ โดยท่านไปยึดมั่นคำว่า “ การเกิดเป็นทุกข์ “ ถ้าให้พระสอนวิปัสสนาชาวบ้าน จะทำให้ชาวบ้านไม่อยากพัฒนาอะไร แก้ไขโดยให้ฆารวาสคุมพระ ให้ยศพระ ให้พระแข่งขันกันสร้างถาวรวัตถุ เพื่อจะได้ยศ-ตำแหน่งสูง แข่งขันกับชาวบ้าน และเชื่อว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งอดีต และปัจจุบันก็มีแนวคิดเช่นอดีต นายกรัฐมนตรีท่านนี้
๓. วันหยุดราชการ เสาร์ – อาทิตย์ ไม่เกื้อกูลการประกอบศาสนกิจ ไทยพุทธ ไทยมุสลิม แต่ไปเกื้อกูลบางศาสนา อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ๒๔๗๕
นี้คือความวิบัติของประเทศไทย ที่ผู้นำประเทศไทย ไม่กตัญญู – กตเวทีต่อพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เป็นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แย่งชิงกันเป็นใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่ง เงิน – อำนาจ หรือ ลาภ – ยศ ตราบใดก็ตราบนั้น การปฎิวัติ/ รัฐประหาร และคอรัปชั่น ยังคงมีตลอดไป จนสิ้นชาติ
๓. ข้อเท็จจริง
๓.๑ ธงไตรรงค์ เป็นสัญญลักษณ์ ๓ สถาบันหลักๆของประเทศไทย ตามร่าง รัฐธรรมนูญ ปี๕๐ หน้า ๒ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นปมุข จะเห็นว่า มาตรา ๑ ว่าด้วยสถาบันชาติ มาตรา ๒ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ขาดสถาบันศาสนา เพราะบัญญัติไว้ไม่ครบ จึงเป็นเหตุอ้างว่าไม่เคยมีบัญญัติสถาบันศาสนา อยู่ในรัฐธรรมนูญใดๆ มาก่อน ความเหมาะสม ในเมื่อประชาชนมีส่วนร่วม สมควรบัญญัติสถาบันศาสนาเป็นมาตราที่ ๒ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นมาตราที่ ๓ ถัดไป
๓.๒ เป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา และศรัทธาของประชาชนชาวไทย ให้มีความสง่างามดุจธงไตรรงค์ โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับ ไม่เป็นศาสนาเถื่อน เป็นศาสนาประจำชาติทั้งโดยพฤตินัย และนิตินัย
๓.๓ เป็นศาสนาสากล ที่องค์การสหประชาชาติให้การรับรอง และให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก และกำหนดให้ วันวิสาขะบูชา เป็นวันสากลโลกอีกด้วย ( คงอับอายไปทั้งโลก ถ้าคนไทยรักษาไม่ได้ )
๓.๔ เป็นศาสนาที่มี ปัญญา เป็นตัวนำ ศรัทธาตาม สามารถพิสูจน์ และทำให้เป็นจริงได้ คือความพ้นทุกข์ ไปสู่ความสุข ตั้งแต่ ปกติสุข สงบสุข จนถึงบรมสุข บนหลักการ ศีล สมาธิ และปัญญาตามลำดับ ถ้า “ วิถีพุทธ “ อยู่ในภาวะผู้นำทุกระดับชั้น ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, ปลัดกระทรวง, อธิบดี, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และตำรวจ ,ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ,กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน,นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และปลัดองค์การฯ ทุกระดับชั้น ภาวะผู้นำเหล่านี้ จะแก้ปัญหา “ คอรัปชั่น “ ซึ่งเป็นต้นเหตุทุกปัญหาในประเทศไทย ได้อย่างอัศจรรย์ เป็นต้นว่า ความยากจน ยาเสพติด ปัญหาครอบครัว – วัยรุ่น พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ แม้กระทั่ง ปัญหา ๓ จังวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสันติสุข อันนำมาซึ่ง สันติภาพโลก เป็นที่สุด ภาวะดังกล่าวดังพุทธพจน์ ที่ว่า “ ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ “
๔. ข้อเสนอ
๔.๑ ประเทศไทย เป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ พุทธศักราช และเป็นประเทศเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจทางยุโรป ด้วยพระปรีชาสามารถอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้นมา จนถึงรัชการที่ ๕
๔.๒ เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง องค์กรพระพุทธศาสนาให้มีการ บริหาร – จัดการที่ทันสมัย ควบคู่กับวิวัฒนาการทางโลก ( วัตถุ ) หรือจัดระบบ “ ธรรมา – โลกาภิวัตน์ “ อย่างถูกกฎหมาย
๔.๓ เพื่อให้พุทธบริษัททั้ง ๓ ได้แก่ พระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา สามารถเข้าถึง พระพุทธศาสนา อย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเข้าใจ เข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง จะเป็นต้นทางการพัฒนาเข้าสู่ ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอารยธรรมอันดีงาม เช่นวันโกน – วันพระ ซึ่งดำรงมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย เป็นราชธานี วันโกน – วันพระ สูญสิ้นจากคนไทยพุทธ ภายหลังการปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ปี ๒๔๗๕ นับได้ ๗๕ ปี ณ ปัจจุบัน อย่างนี้จะไม่ทำให้คนไทยพุทธ เกิด “ กิเลศหนา ปัญญาหยาบ “ ได้อย่างไร เมื่อปัญญาหยาบ อวิชชาก็เข้าแทนที่ มันเป็นเช่นนั้นเอง ปี ๒๔๙๙ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และในปี ๒๕๒๓ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น มีมติ ครม. ให้หยุดวันพระ และวันอาทิตย์ และหยุดวันศุกร์ – วันเสาร์ สำหรับไทยมุสลิม ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะไทยพุทธ ได้ผลน้อย และยกเลิกในที่สุด เนื่องจากภาวะผู้นำ และต้นแบบทางคุณธรรมของไทยพุทธ ขาดแคลนและอ่อนแอ ซึ่งจะได้ยินบ่อยว่า “ คุณ – น่ะ – ทำ “ แต่ผมไม่ทำ ภาวะผู้นำต้นแบบที่ขาดแคลน ดังคติธรรมที่ว่า “ ฝูงสัตว์ต้องต้อน ฝูงชนต้องนำ “ ผู้บริหารทุกระดับชั้น จึงนิยมพัฒนาวัตถุมากกว่าจิตใจ เมื่อจิตใจผู้นำอ่อนไหว จะตกเป็นทาสเงินตรา แสวงหาอำนาจ เป็นทาสทุนนิยม ไม่รู้จักคำว่า “ พอเพียง “ แม่ปู เป็นอย่างไร ลูกปู ก็ฉันนั้น
๔.๔ เพื่อประโยชน์คนไทยพุทธ ที่ยังไม่มั่นคงใน พระพุทธศาสนาให้มั่นคง ที่มั่งคงแล้ว ให้มั่นคงยิ่งขึ้น สู่ความเป็นพุทธมามกะ อย่างแท้จริง นำมาซึ่งความเอื้ออาทรต่อพี่น้องร่วมชาติ แม้ต่างศาสนา – วัฒนธรรม ได้ทำมาหากินอย่างร่มเย็น – เป็นสุข
๔.๕ เพื่อขจัดความงมงาย เชื่อถือสิ่งไร้สาระ เป็นสาระ หรือหวือหวาอันเป็นมงคลตื่นข่าว ที่ไม่มีในพระพุทธศาสนา ถ้าจะมีขอให้มีแต่น้อยที่สุด โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์
๔.๖ เพื่อให้เป็นประเทศเดียว และประเทศแรกของโลก ที่สามารถบูรณาการ วันหยุดพักผ่อน และวันปฎิบัติศาสนกิจ ของผู้นับถือศาสนาสากลของโลกอย่างเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ได้แก่วันโกน – วันพระ ของไทยพุทธ วันพฤหัส – วันศุกร์ ของไทยมุสลิม และวันเสาร์ – อาทิตย์ ของไทยคริสต์ โดยมีกฎหมายรองรับ ( เพื่อให้เกียรติกับ อิสลามมิกชน และคริสต์ชนระดับโลก ด้วย )
๔.๗ เพื่อขจัด “คอรัปชั่น “ รากเหง้าของปัญหาทั้งปวง ที่ดูเหมือนแก้ไขไม่ได้ ขจัดการปฎิวัติ – รัฐประหาร ซึ่งเกิดจาก ข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมือง ฯลฯ ให้ค่อยๆลดน้อยถอยลง จนสามารถพัฒนาประเทศไปสู่อารยประเทศ และเพื่อประโยชน์สังคมโลกต่อไป
๔.๘ เป็นการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา คู่ประเทศไทย และคู่โลก เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า จิตวิญญาณมนุษย์ใน “ วิถีพุทธ “ สามารถพัฒนาจาก ปุถุชน เป็น กัลยาณชน และอริยบุคคล ๔ ระดับ ได้โดยมิต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว และเป็นวิชชาสาธารณะที่ทุกคนในโลก ทุกศาสนา และทุกลัทธิความเชื่อ สามารถมาพิสูจน์ และใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนมานับถือ พระพุทธศาสนา แต่ประการใด ทุกท่านสามารถค้นพบ “ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “ ในตัวของท่านโดยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
“ เทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์ ที่คนทุกเชื้อชาติศาสนา ใช้เป็นสาธารณะอย่างไร พุทโธโลยี ของพุทธศาสตร์ ก็เป็นเช่นนั้น “
๔.๙ เพื่อเป็นพุทธบูชา แด่พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชสักการะ แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ( พระธรรมิกราชา ที่ ๑ ) ที่ทรงพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา และทรงครองราชยาวนานกว่า ๖๐ ปี อย่างสมพระเกียรติ และ เพื่อเทอดทูน พระบรมราชจักรีวงค์ ทุกๆพระองค์
๕. ข้อสรุป
๕.๑ พระราชนิพนธ์ ล้นเกล้าฯ รัชการที่ ๖
ในลักษณ์นี้ว่า น่าประหลาด เป็นเชื้อชายชาติ นักรบเก่งกล้า
เหตุไฉน ย่อท้อรอรา หรือจะกล้า แต่เพียงวาที
เห็นแก้วแวววับที่จับจิต ใยไม่คิด อาจเอื้อมให้เต็มที่
เมื่อไม่เอื้อม จะได้อย่างไรมี อันมณี หรือจะโลดไปถึงมือ
อันของสูง แม้นปองต้องจิต หากไม่คิด ปีนป่ายจะได้หรือ
ไม่ใช่ของ ตลาดที่อาจซื้อ หรือแย่งยื้อ ถือได้โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอย มัวคอยดอกไม้ร่วง คงชวด ปวงบุพชาติสะอาดหอม
ดูแต่ภุ-มรินทร์เที่ยวบินตอม จึงได้ดอม ดมกลิ่นสุมาลี
๕.๒ คำกลอนบทส่งท้าย
“ กำจัดฉ้อราษฏร์บังหลวง ผลพวงปฎิวัติ-รัฐประหาร
สร้างสันติภาพโลกอย่างบูรณาการ เป็นศูนย์กลางพุทธศาสน์สถาน แห่งโลก…. ประเทศไทย “
๕.๓ สรุป
เห็นสมควรบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำประเทศไทย ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน
แสดงความคิดเห็น