"วัด บพิตรพิมุข" เดิมเป็นวัดราษฎร์ มีนามว่า วัดตีนเลน หรือวัดเชิงเลน ด้วยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นเลน จึงเรียกว่า วัดเชิงเลน เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ที่เรียกสั้นๆ ว่า กรมพระราชวังหลัง ทรงปฏิสังขรณ์และสถาปนาขึ้นใหม่และพระราชทานนามให้ใหม่ว่า วัดบพิตรพิมุข เพื่อเป็นเกียรติแก่กรมพระราชวังหลัง ผู้ทรงปฏิสังขรณ์
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อพ.ศ.2362 เกิดอหิวาตกโรค โรคระบาด ผู้คนล้มตายกันมากชาวบ้านจึงหามศพมากองสุมไว้ที่ป่าช้าวัดนี้ เพื่อรอเผาเป็นจำนวนมาก ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ โดยรื้ออาคารเก่าที่สร้างด้วยไม้ ในรัชกาลที่ 1 แล้วสร้างใหม่ด้วยอิฐและปูนทั้งหมด
ครั้นถึงรัชกาล 5 ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้อีกครั้งหนึ่ง และโปรดให้สร้างพลับพลาเครื่องไม้สักไว้หลังวัดริมคลองโอ่งอ่าง มีลายสลักพระราชลัญจกร "ตราอาร์ม" อยู่ที่จั่วด้านหน้าและจั่วด้านข้างเป็นรูปพระราชลัญจกร พระมหาพิชัยมงกุฎบนพานมีราชสีห์กับคชสีห์ ถวายพุ่มกระหนาบอยู่สองข้าง เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เจ้าคุณพระกวีวงศ์ เป็นเจ้าอาวาสได้บูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุที่ชำรุดทรุดโทรม ถึงรัชกาลที่ 7 เจ้าคุณพระกวีวงศ์ ได้บูรณะกุฏิเก๋งจีนและสร้างกุฏิตึกสองชั้น
ครั้นถึงรัชกาลที่ 8 และที่ 9 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ และก่อสร้างเสนาสนะใหม่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
วัดบพิตรพิมุข มีปูชนียวัตถุมากมาย บริเวณโดยรอบวัด เป็นชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่หลายพันหลังคาเรือน บรรยากาศจึงมีความคึกคักจอแจไปบ้าง
สำหรับความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ภายในวัด มีไม่ค่อยเห็นมากนัก ด้วยพื้นที่วัดมีค่อนข้างจำกัด
บริเวณพุทธาวาส และตามกุฏิพระภิกษุสงฆ์ มีความสะอาดสะอ้านร่มรื่น เยื้องมาด้านหน้าติดกับสำนักงานกลางวัดบพิตรพิมุขและวิหาร มีการดูแลปัดกวาดเป็นอย่างดี
บริเวณด้านในวัด เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ มีความสวยงามและสะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบการทำความสะอาดเป็นอย่างดี
แต่ด้วยความที่วัดบพิตรพิมุข ตั้งในชุมชน จึงมีคนนิยมนำรถมาจอดไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ตามซอกมุมของวัดบางแห่ง มีเศษกระดาษและถุงพลาสติก ตกกองอยู่
แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถ้าปล่อยไว้นานวัน คงดูไม่จืดแน่
Links:
[1] http://www.matichon.co.th/khaosod/