"รัตนเจดีย์" (ผูกผ้าแพรสีเหลือง) ภาพเล็กคือภาพเจดีย์เก่า
กระแส ข่าวการเกิดรอยร้าวและโน้มเอียงขององค์เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ หรือ กู่กุด ในวัดจามเทวี อ.เมืองลำพูน สร้างความหวั่นวิตกว่าจะเกิดการพังลงมาของเจดีย์แก่ประชาชนชาวลำพูนและนักโบราณคดีเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเจดีย์ดังกล่าวมีรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นมานานจำนวนหลายแห่ง บางแห่งได้ขยายรอยแตกร้าวมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในทวีปเอเชีย ทำให้เกิดรอยเลื่อนของเปลือกโลก ซึ่งทางกรมศิลปากรเป็นห่วงว่าโบราณสถานที่เก่าแก่หลายแห่งจะได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรวมถึงเจดีย์กู่กุดและโบราณสถานอื่นๆ ในจังหวัดลำพูน
เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ หรือ กู่กุด มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยหริภุญไชย ยาวนานกว่าพันปี ซึ่งนักวิชาการยังไม่สามารถระบุได้ว่า มีการสร้างเจดีย์ขึ้นในสมัยใด อีกทั้งยังเชื่อว่ามีสิ่งของ วัตถุสำคัญๆ ที่มีค่าบรรจุอยู่ภายในเจดีย์อีกมากมาย นับว่าเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่อันดับต้นๆ ของลำพูนอีกแห่งหนึ่ง
ภาษาทางล้านนา "กู่กุด" หมายถึง เจดีย์ยอดด้วน หรือ ไม่มียอด องค์เจดีย์มีลักษณะสี่เหลี่ยม ตามหลักฐานศิลาจารึกหลักหนึ่งที่บริเวณเชิงเจดีย์ กล่าวถึงเจดีย์องค์หนึ่งที่ได้หักพังลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงการก่อสร้างองค์เจดีย์ว่าเกิดขึ้นในสมัย พระเจ้าทิตตะ สั่งให้เกณฑ์ไพร่พลชาวละโว้ ที่แพ้สงครามมาร่วมกันก่อสร้างเจดีย์
เจดีย์กู่กุด ลักษณะสี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 5 ชั้น
แต่ละชั้นมีซุ้มจระนำ ด้านละ 3 ซุ้ม
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย
จากนั้น ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์เมืองหริภุญไชย ได้ทรงซ่อมแซม และถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่ง พ.ศ.2479 พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองเมืองลำพูนองค์สุดท้าย ได้อาราธนา ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา มาช่วยก่อสร้างโบสถ์ วิหาร กุฏิ ตลอดจนบูรณปฏิสังขรณ์ แล้วสถาปนาเป็นวัดจามเทวีจนถึงปัจจุบัน
เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย กล่าวว่า นักวิชาการบางกลุ่มเห็นว่า เจดีย์องค์นี้น่าจะเขียนว่า "กู่กุฏิ" มากกว่า เพราะกุฏิ หรือกุฎาคาร หมายถึงอาคารที่บรรจุพระพุทธรูป ประทับอยู่ภายในคูหาซุ้ม มีความสอดคล้องกับรูปลักษณ์ขององค์เจดีย์ที่ประกอบด้วยพระยืนเรียงรายอยู่ในซุ้ม
เจดีย์กู่กุด ก่อด้วยศิลาแลง ฐานล่างมี 3 ชั้น องค์เจดีย์มีลักษณะสี่เหลี่ยม ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 5 ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มจระนำ ด้านละ 3 ซุ้ม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย ทำด้วยปูนปั้นหุ้มศิลาแลงแบบนูนสูง รวมทั้งหมด 60 องค์ พระพุทธลักษณะ เป็นศิลปทวารวดี
สำหรับเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ ถือเป็นแบบสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญยิ่งในศิลปกรรมหริภุญไชย เพราะเป็นต้นแบบให้แก่เจดีย์ในภาคเหนือหลายองค์ เช่น วัดเจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม จ.เชียงใหม่ วัดพญาวัด จ.น่าน วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย เป็นต้น
นอกจากนี้ ใกล้ๆ เจดีย์สุวรรณจังโกฏิ ยังมีเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่ใกล้กัน คือ "รัตนเจดีย์" หรือ "เจดีย์แปดเหลี่ยม" ลักษณะทางสถาปัตย กรรมของรัตนเจดีย์ เป็นทรงแปดเหลี่ยม ลดหลั่นกันขึ้นไป เป็นศิลปกรรมแบบพุกาม ประเทศพม่า
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ถัดจากตัวเรือนธาตุขึ้นไป เป็นบัวถลารองรับฐานแปดเหลี่ยมเตี้ยๆ แต่ละด้านมีซุ้มทรงสามเหลี่ยม ภายในมีพระพุทธรูปประทับนั่ง ปางสมาธิ ถัดขึ้นไป เป็นชั้นลวดบัว รองรับองค์ระฆังทรงกลม ส่วนยอดสุดหักหายไป เหลือแต่บัวกลุ่มที่มีร่องรอยของการประดับอัญมณี (รัตนะ)
"รัตนเจดีย์" มีความสำคัญและโดดเด่น ที่จะช่วยสนับสนุนให้เมืองลำพูน ก้าวสู่เมืองมรดก โลก ตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ คือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพในระดับ Master Pieces และเป็นผลงานต้นแบบ หรือแม่แบบ ที่ส่งอิทธิ พลให้แก่สกุลช่างอื่นๆ เจริญรอยตาม ซึ่งในแง่ของอัจฉริยภาพนั้นปรากฏอยู่ที่พระพุทธรูปประทับยืน ภายในซุ้มจระนำทั้ง 8 ทิศ
องค์พระวรกายทำด้วยปูนปั้น และพระพักตร์เป็นดินเผาที่หล่อจากแม่พิมพ์ จากช่างฝีมือดี มีความงามอย่างไม่มีที่ติ มีเค้าของพระสกุลช่างคุปตะ-ทวารวดีอย่างชัดเจน เป็นปางยอดนิยมที่ได้รับอิทธิพลมาจากสมัยทวารวดี
"รัตนเจดีย์" ยังได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบ-แม่แบบให้แก่เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่ปรากฏอยู่ใน ประเทศไทย และเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยที่ยังหลงเหลืออยู่
นักโบราณคดีตีความหมายของเจดีย์แปดเหลี่ยมหมายถึง มรรคมีองค์แปด การกราบนมัสการเจดีย์ หมายถึง การบูชาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นอนุสติเตือนให้รำลึกถึงหนทางเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ซึ่งต้องดำเนินไปด้วยสัมมา 8 ประการ
ความสำคัญของรัตนเจดีย์ ที่ตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาเมืองมรดกโลก คือ รัตนเจดีย์ส่งอิทธิพลด้านรูปแบบเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ให้แก่สถาปัตยกรรมในยุคต่อๆ มา ได้แก่ ยุคล้านนา เช่น เจดีย์ที่เวียงท่ากาน เวียงกุมกาม และอีกหลายองค์ในเมืองเชียงใหม่ และอีกสกุลช่างหนึ่งคือ ศิลปะอู่ทอง ก็รับเอาอิทธิพลของเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมไปประยุกต์พัฒนาใช้ต่อ
การเกิดรอยแตกร้าวองค์เจดีย์และฐานเจดีย์ทั้งสององค์นั้น ทำให้รอยแตกร้าวขยายกว้างขึ้น รวมทั้งส่งผลให้องค์เจดีย์เอียงจากศูนย์กลางประมาณ 60 ซม. หรือ 3 องศา
การบูรณะซ่อมแซม จึงควรรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะถ้าช้าอาจจะเกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สิน ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งส่งผลต่อสภาพจิตใจของชาวลำพูนด้วย
Links:
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/