Published on phrathai.net (http://phrathai.net)
ความพยายามของพระวิปัสสี กับการฟื้นพุทธะในเนปาล
By อิทธิ
ตั้งเมื่อ 06/17/2008 - 23:13

พระภิกษุที่นั่งอยู่เบื้องหน้าฉัน มีดวงตาแน่วแน่แจ่มใส บอกถึงความตั้งใจและกำลังใจที่แรงกล้า ขณะเดียวกันก็สงบเยือกเย็นในที ใครก็ตามหากได้พบกับท่าน เชื่อว่าจะประทับใจในความเมตตาที่ฉายออกมาทางแววตาและใบหน้าที่อ่อนโยนนั้น ท่านห่มครองจีวรสีเหลืองอ่อน (สีราชนิยม) คนอยู่แวดวงดงขมิ้นเรียกสีจีวรพระวัดบวรฯ (วัดบวรนิเวศวิหาร) ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่าไม่ผิด เพราะท่านพำนักอยู่ที่วัดบวรฯ จริงๆ หากท่านไม่ใช่พระไทยหรอกนะ ท่านเป็นพระเนปาลที่บวชเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี และมาอยู่ที่วัดบวรฯ ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2528

ท่านเดินทางมาอยู่ศึกษาธรรมที่ประเทศไทยในความดูแลของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวัฑฺฒโน) ซึ่งในคราวเสด็จเนปาลเมื่อ 38 ปีก่อน ทรงรับอาราธนาพระผู้ใหญ่ของที่นั่นให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่พระ สามเณรเนปาล เกิดอะไรขึ้นเมื่อสามเณรเหล่านั้นเติบใหญ่ เรื่องราวต่อไปนี้คือเรื่องราวของพระเนปาลรูปหนึ่ง กับความพยายามฟื้นฟูพุทธศาสนาที่บ้านเกิด

ความพยายามของพระวิปัสสี

ท่านคือพระวิปัสสี ธมฺมาราโม สัทธิวิหาริกและเจ้าหน้าที่ประจำสำนักเลขานุการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ขณะเดียวกันก็ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมุนิวิหาร เมืองภักตปูร์ ประเทศเนปาลด้วย ความพยายามของท่านคือการให้ความรู้แก่สามเณรเนปาล เริ่มจากการบรรพชาบรรดากุลบุตร และส่งตัวเดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมในประเทศไทย โดยหวังว่าศาสนทายาทเหล่านี้ต่อไปจะเป็นกำลังสำคัญเมื่อกลับสู่แดนพุทธภูมิ ฟื้นฟูพุทธศาสนาในเนปาลที่ยุคหนึ่งเสื่อมจนเหลือศูนย์

"ในสมัยหนึ่งเนปาลไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย มีแต่ฆราวาสที่ครองวัด เป็นอย่างนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ปี หรือกว่า 3 ศตวรรษ"

อยู่เมืองไทยมานานกว่า 20 ปี จึงเป็นเนปาลีที่พูดไทยได้ชัดถ้อยคำ ท่านวิปัสสีเล่าต่อถึงสถานการณ์พุทธศาสนาในเนปาลว่า ตั้งแต่สมัยพุทธกาล คนเนปาลยึดมั่นคำสอนของพระพุทธองค์ แต่เมื่อพุทธศาสนาในแผ่นดินใหญ่คืออินเดียเสื่อม ในเนปาลก็ไม่ผิดกัน ความเชื่อศรัทธาถอยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดความสัมพันธ์กับพระไตรปิฎกก็ขาดไป

เนปาลเพิ่งยกเลิกกฎหมายห้ามบรรพชาอุปสมบทเมื่อไม่นานมานี้ (ปี 2504) คนที่พอมีพื้นฐานอยู่บ้างก็เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาสายเถรวาทที่ศรีลังกา พม่าและไทย สำหรับไทยเริ่มมีพระสามเณรเนปาลเข้ามาตั้งแต่ปี 2513 เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จทอดพระเนตรการพระศาสนาในเนปาลเป็นครั้งแรก ได้รับสั่งถามพระผู้ใหญ่ที่นั่นว่า "จะให้เราช่วยพุทธศาสนาในเนปาลได้อย่างไรบ้าง"

พระผู้ใหญ่ทางเนปาลกราบทูลขอความอนุเคราะห์ให้ทรงรับเป็นธุระเรื่องการศึกษา พระปริยัติธรรมและสั่งสอนการปฏิบัติแก่ภิกษุสามเณรเนปาล พระองค์ได้ทรงรับ ตั้งแต่บัดนั้นมาจึงมีภิกษุสามเณรเนปาลเดินทางมาพำนักอยู่ในวัดบวรฯ เป็นระยะๆ ทั้งทรงอนุเคราะห์ตามควรในเรื่องต่างๆ

อย่างไรก็ตาม จำนวนพระสามเณรที่มาอยู่ศึกษาวัดบวรฯ ก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยมาก โครงการมาเริ่มเห็นเป็นจริงเป็นจัง ก็เมื่ออดีตสามเณรน้อยวิปัสสีผู้เคยได้รับใบบุญจากเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นรุ่นแรกๆ ได้เติบโตขึ้น

กองทุนรากบัว

สถานการณ์มีไว้ให้แก้ และบางสถานการณ์ก็มีไว้วัดใจคนจริง ความยิ่งใหญ่แห่งหุบเขากาฐมาณฑุสะท้อนให้เห็นผ่านจิตใจของพุทธศาสนิกเนปาล ผู้ไม่สิ้นหวัง การพลิกฟื้นศาสนาที่ล่มสลายค่อยๆ ทำผ่านพื้นเดิมที่มีอยู่ วัดทั้งหมดชำรุดทรุดโทรมแต่ก็บูรณะขึ้นใหม่ สิ่งที่ขาดคือบุคลากร โครงการบรรพชาหมู่กุลบุตรสามเณรเนปาลจึงเกิดขึ้น เริ่มจากการที่ท่านวิปัสสีได้พบกับรองเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชที่เดิน ทางไปเนปาล ท่านเจ้าคุณฯ แจ้งความประสงค์ว่า ถ้าอยากจะลองให้สามเณรจากที่นี่ไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ยินดี

"อาตมาไม่แน่ใจว่าจะทำได้-ไม่ได้ แต่ก็ลองดู ได้ส่งสามเณร 4 รูปมายังประเทศไทยเป็นการนำร่องในปี 2545 ปรากฏว่าเณรที่ส่งไปวัดสะเรียงอยู่ได้ ก็ดีใจมาก มีกำลังใจทำต่อ ปีถัดมาสมเด็จพระสังฆราชทรงเจริญพระชนมายุครบ 90 พรรษา ทรงเมตตารับโครงการไว้ในพระอุปถัมภ์และดำเนินต่อเนื่องมาทุกปี จนปีนี้มีสามเณรจากมุนิวิหารอยู่ศึกษาในวัดไทยทั่วประเทศ 65 รูปแล้ว" ท่านวิปัสสีเล่า

นอกจากนี้ สามเณรรุ่นล่าสุดอีก 40 รูปก็เพิ่งเดินทางถึงไทยเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา การอุปถัมภ์พระเณรรวมแล้วกว่า 100 รูปนี้แม้ใช้เงินไม่มากแต่ก็ต้องใช้ เฉลี่ย 500 บาทต่อรูปต่อเดือน ล่าสุดมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนโดยกลุ่มทหารอากาศใช้ชื่อโครงการรากบัว หมายถึงบัวที่อยู่รอดคงทนและเมื่อหยั่งรากแล้วย่อมเจริญเป็นบัวใหญ่พ้นน้ำ ประธานที่ปรึกษาคือคุณหญิงวนิดา ธูปะเตมีย์ และเลขานุการโครงการ น.อ.หญิง พันธ์นิดา ณ ลำปาง

ตอบแทนท่านโสณะ

น.อ.ธรรมสร รัตนเสวี ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า โครงการเกิดขึ้นด้วยศรัทธาปสาทะที่มีต่อพุทธศาสนาในเนปาล ที่สำคัญคือความต้องการตอบแทนคุณพระธรรมทูตคณะแรกจากอินเดีย คือกลุ่มปัญจวัคของพระโสณะและพระอุตตระ รวมทั้งคณะอีก 38 คน ที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยเมื่อ 2,300 ปีก่อน (ปี 235) การเดินทางมาทางเรือระยะทางยาวไกลกว่า 300 โยชน์ คณะของท่านเป็น 1 ใน 9 สายคณะธรรมทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งออกมาเผยแผ่พุทธศาสนาหลังการสังคายนา พุทธศาสนาครั้งที่ 3 นั่นเอง

"ท่านโสณะเป็นภิกษุสงฆ์ทั้งที่พ่อและแม่ของท่านเป็นพราหมณ์ ท่านมาและทำให้พุทธศาสนาหยั่งรากลึกในดินแดนแถบนี้ โดยใช้เวลาถึง 19 ปี ท่านทำงานและเสียสละอย่างหนัก ในที่สุดก็มรณภาพลงที่นี่ไม่ได้กลับไปอินเดีย ผลคือศาสนาพุทธในประเทศไทยที่มั่นคงแข็งแรงจนปัจจุบัน ถึงวันนี้เนปาลขาดไร้พระสงฆ์ กองทุนรากบัวนี้จึงเป็นเครื่องแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านและคณะของท่าน" น.อ.ธรรมสร เล่า

ปิดท้ายด้วยท่านวิปัสสี ความตั้งใจของท่านคือความต้องการให้พระเณรที่มาศึกษาในไทยได้มีเครื่องมือ ที่พร้อมกลับไป ไม่อยากให้กลับไปมือเปล่าอย่างอ่อนแอ."หากเป็นเช่นนั้นแม้กลับไปถึงเนปาล ก็ไม่ชนะสงครามอยู่ดี" สงครามในความหมายของท่านคือความไม่รู้ เครื่องมือหรืออาวุธในสงครามนี้ จึงคือปัญญา หรือความรู้ของพระสามเณรรุ่นใหม่นั่นเอง

ผู้มีจิตกุศลต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งการฟื้นฟูพุทธศาสนาในเนปาล สอบถามรายละเอียดที่สถานีวิทยุทหารอากาศ 01 ดอนเมือง 02-534-3395 และ 08-1939-9594

ผู้เขียน:
วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ที่มา:
โพสต์ทูเดย์ [1]

Source URL: http://phrathai.net/node/1232

Links:
[1] http://www.posttoday.com/